The Debate

สล็อต โหมด เด โม่1️⃣LOOK618: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

king neptunes casino,AMATA มีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 14.90 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 15.80 บาทอย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 3 มีนาคม 2559 เพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 587,995,174.50 บาท เป็น 588,044,922 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 99,495 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการปรับสิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญครั้งที่1 (CSS-W1) เงินบาทแกว่งแคบไร้ปัจจัยใหม่หนุน กรอบพรุ่งนี้ 35.75-35.95นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่า บริษัทจะยื่นประมูลเสนอขายไฟฟ้าประเภทชีวมวล ตามโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ Feed-in Tariff ระยะที่ 1 สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในเดือนม.ค.59 โดยบริษัทมีความมั่นใจที่จะสามารถเอาชนะการประมูลและเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลให้ได้ 200 เมกะวัตต์ภายในปี 63 อย่างแน่นอน"โปร 100 รับ 100 ถอน ไม่ อั้น1️⃣M98"。 UAC Trading buy ปิด: 6.55 แนวรับ: 6.5-6.4 แนวต้าน: 6.85-6.95โดยนำไตรมาส 3/58 เครือไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และยางมะตอยที่สูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนพลังงานที่ลดลงท่ามกลางภาวะการณ์ราคาน้ำมันดิบลดต่ำลงอย่างมากในปีนี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า การแข่งขันเคาะราคาประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ทางกสทช.ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยขณะนี้มีรายได้ที่เกิดจากการประมูล รวม 2 ใบอนุญาต จำนวน 46,550 ล้านบาท โดยหากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz วันนี้เสร็จสิ้นและผ่านไปด้วยดีขั้นตอนจากนี้สำนักงานกสทช.จะเสนอผลการประมูลฯต่อที่ประชุม กทค. เพื่อให้มีการรับรองผลการประมูลภายใน 7 วัน และคาดว่าไม่เกินวันที่ 18 พ.ย.58 ปิดตลาดเย็นนี้ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 122.77 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 122.85/88 เยน/ดอลลาร์ขระเดียวกันมีการอนุมัติจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกิจการร่วมค้า TNT TKS Technologies Co., Ltd.ประกอบธุรกิจการสิ่งพิมพ์ และบริการสารสนเทศในต่างประเทศทุนจดทะเบียน 1,000,000.- บาท โครงสร้างการถือหุ้น บริษัท ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด (บริษัทย่อย) ถือหุ้น 60.0%、 นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยถึงทิศทางและแนวโน้มสถานการณ์น้ำมันของโลกในปี 59 ว่า จะยังคงผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบปี 58 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในระดับ 53-56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ประมาณการราคาเฉลี่ยปี 58 อยู่ที่ 53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล)นอกจากนี้ รับทราบการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทย่อย เพิ่มเติมจากเดิม ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2558 และครั้งที่ 6/2558 มีผลทำให้ TU ถือหุ้นในบริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด เพิ่มขึ้นจากเดิม 90.08% เป็น 99.66% ของทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท และถือหุ้นบริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด (มหาชน) จากเดิม 99.54% เป็น 99.55% ของทุนจดทะเบียน 360 ล้านบาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเส้นทางการบิน (Route Expense) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ควบคุมค่าใช้จ่ายการทำงานล่วงเวลา ปรับลดเงินบริจาค สนับสนุนและช่วยเหลือแก่องค์กรต่างๆ ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาภมากขึ้น เป็นต้นนอกจากนี้ บริษัทจะปรับปรุงงบดุล โดยจะปรับราคาสินทรัพย์เป็นราคาตลาด เพื่อทำให้มูลค่าสินทรัพย์สูงขึ้น และจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่จำนวนหนี้สินเท่าเดิม โดยมีเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ปรับลดลงเหลือ 10 เท่าจาก 13 เท่า ณ สิ้นเดือน ก.ย.58king neptunes casino,ขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือSIAMปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 3.52 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.15% สูงสุด 3.56 บาท ต่ำสุด 3.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 15.52 ล้านบาท การระดมทุนในครั้งนี้ ทำให้กองทรัสต์จะมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นรวมปประมาณ 2,390 ล้านบาท นอกจากนี้มีแผนที่จะนำอาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่อยู่ในย่านยางนา-ตราด กม.7 ที่มีแผนการก่อสร้างอยู่ เข้าเป็นทรัพย์สินส่วนเพิ่ม จึงน่าจะทำให้มูลค่าทรัพย์สินของ WHABT เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่รวมอาคารสำนักงานแห่งอื่น ๆ ซึ่งผู้จัดการกองทรัสต์ตั้งเป้าที่จะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย นายปิยะพงศ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงซื้อเข้ามาที่หุ้นที่มีผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2558 ออกมาดี และมีการเข้ามาเก็งกำไรหุ้นที่คาดการณ์ว่าผลประกอบการจะออกมาดีด้วย แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ย.) คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัว แต่มีทิศทางที่ไปในทางลบ เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุด ทำให้ความมั่นใจหดหาย และวอลุ่มเทรดของตลาดบางด้วย พร้อมให้แนวรับ 1,390 จุด ส่วนแนวต้าน 1,410 จุดขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปี 59 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากปีนี้ที่ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งมาจากการที่ซัพพลายของน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลง หลังสหรัฐฯได้ลดกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (shale oil shale gas) SIAM/3.48บล.ฟินันเซีย ไซรัสเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ SR ระบุในบทวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น SR ปี 59 ที่ 4.20 บาท (PE 18.5 เท่า) โดยคาดกำไรปกติปี 58 หดตัว 19% จากปีก่อนที่มีโครงการใหญ่ แต่คาดปี 59 ฟื้นตัว 21%บริษัท พรอดดิจิ จำกัด (มหาชน) หรือ PDG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 มีกำไรสุทธิ 14.53 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.05 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 106% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.05 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้นCSS (รับ 5.50 ต้าน 6.25 cut 5.25)。

โดยผลประกอบการที่ขาทุนลดลงในไตรมาสดังกล่าวเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการขายและการบริษัทเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเครื่องดื่มน้ำ และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของผลิตภัณฑ์ เอส นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่นจากการให้บริการการปรึกษาในสินค้า เอสสรุปภาวะตลาดภาคเช้า :SET แกว่งแคบ SET แกว่งแคบ โดยคลอเคลียบริเวณ 1400 จุด โดยกลุ่มหลักเคลื่อนไหวแคบๆ โดยตัวหลักในกลุ่ม ICT รอผลประมูล 4G ซึ่งเปิดฉากแล้วในเช้านี้ ส่วนพลังงานเคลื่อนไหวแคบเช่นกัน กังวลดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ากดดันราคาน้ำมันดิบ และ PTT ทรงตัวก่อนงบฯ Q3/58 ที่จะประกาศในวันพรุ่งนี้ ซึ่งมีผลขาดทุน แม้ตลาดรับรู้แล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้ารับในวันนี้ ขณะที่ตัวหุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นมาจากปัจจัยเฉพาะตัว ทั้งนี้ SET ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1400.53 จุด +2.15 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ระดับ 1.9 หมื่นลบ. โดยกลุ่มหลัก ICT และพลังงาน ปิดบวกเล็กน้อย +0.32% และ +0.25% ตามลำดับ ส่วนแบงก์ปิดลบเล็กน้อย -0.06% ด้านตลาดภูมิภาคบวกลบคละเคล้าในลักษณะแกว่งตัวแคบ,สำหรับผลประโยชน์ที่ ไอที ซิตี้ คาดว่าจะได้รับนั้น นอกเหนือจากเงินปันผลในอนาคตจาก ยูอิท๊อกซ์ (ประเทศไทย) แล้ว ทางไอที ซิตี้ จะร่วมมือกับ ยูอิท๊อกซ์ (ประเทศไทย) จัดจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องประเภทไอทีผ่านทางอี-คอมเมอร์สแพลตฟอร์มของ ยูอิท๊อกซ์ (ประเทศไทย) ด้วย ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้ ไอที ซิตี้ มีรายได้และกาไรเพิ่มขึ้นในอนาคต SET ปิดขยับลง 4 จุด PTT ซื้อ-ขายสูงสุด 1.83 พันลบ.,อย่างไรก็ดี คาดว่าปี 59 บริษัทจะกลับมามีกำไร และรายได้จะเติบโต 10% รับผลดีจากการเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ และปรับปรุงยอดขายให้สูงขึ้น โดยเจาะตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยุโรปและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่ถูกแย่งไปมาก รวมทั้งจะเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้นจากปีนี้ที่มีสัดส่วนเพิ่มมาที่ 14% จากปีก่อนมีสัดส่วน 12% และจะดันขึ้นไปเป็น 30% ในที่สุดแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าโดยเฉลี่ยให้สูงกว่า 75% นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะมี EBITDA อย่างน้อย 3,400-3,500 ล้านบาทต่อปีโดย WIIK รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558พลิกมีกำไรสุทธิ 34.13 ล้านบาทหรือกำไรต่อหุ้น 0.11 บาท เพิ่มขึ้น 1,126.38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 3.32 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 0.01 บาท,ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 30.69 ล้านบาท หรือ 0.0527 บาทต่อหุ้น เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 7.94 ล้านบาท หรือ 0.022 บาทต่อหุ้น, OISHI พุ่งแรงกว่า 12% หลังประกาศกำไร Q3/58 ทะยานกว่า 4 เท่าตัว!ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเติบโตของยอดขายระหว่างไตรมาส เนื่องจากการขยายโรงงาน ทำให้สามารถรองรับการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถยกระดับผลการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นในงวดถัดไป COM7 จ่อใช้เงิน 6 ลบ.ถือหุ้นเพิ่มใน บานาน่า กรุ๊ป เป็น 100% จาก 76%สำหรับการปรับลดค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิรูปบริษัทในปีนี้ลดลงได้ประมาณ 7-8 พันล้านบาท หรือลดลงประมาณ 7% ขณะที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10,700 ล้านบาท หรือลดลง 10% จากปี 57 ที่มีค่าใช้จ่ายรวม 107,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะผลักไปรวมกับปี 59 ที่มีเป้าหมายปรับลดค่าใช้จ่ายลงอีก 20% หรือคิดเป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้รวมงบโครงการร่วมใจจากเพื่อปรับลดพนักงาน จำนวน 2 พันล้านบาท จากปีนี้ใช้งบในส่วนนี้ไปแล้ว 3.7 พันล้านบาท สามารถลดจำนวนพนักงานลงได้ 1,400 คน สำหรับฐานะการเงินของบริษัทนับว่าแข็งแกร่งมาก เพราะเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และปัจจุบันมีกระแสเงินสดราว 1,600 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายลงทุน โดยเม็ดเงินบางส่วนเป็นเงินจากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) ที่ยังไม่ได้ใช้ ซึ่งหากบริษัทจะลงทุนเพิ่มเติมก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้เลยขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 123.18 ล้านบาท หรือ 0.19 บาทต่อหุ้น ลดลง 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 181.68 ล้านบาท หรือ 0.28 บาทต่อหุ้นนพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า การประมูลราคาในชุดที่ 2 เห็นว่ามีการแข่งขันสูง เพราะเป็นช่วงคลื่นความถี่ 1800 MHz เป็นชุดที่อยู่ติดกับคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่จะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 61 ทำให้ผู้ประกอบการสนใจประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ชุดที่ 2 มากกว่าชุดที่ 1 จึงประเมินว่าผู้ประกอบการที่เข้ามาแข่งขันในชุดที่ 2 คือผู้ประกอบการรายเดิม คือ ดีแทค, ทรูมูฟ และดีพีซี (บริษัทลูกของเอไอเอส) เพราะ 3 รายเดิมเตรียมประมูลคลื่น 1800 MHz อีกในอนาคต ส่วนชุดที่ 1 น่าจะเป็นกลุ่ม บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JASแนวต้าน 10 / (10.50) บาทสำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีรายได้รวม 3,713 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการดำเนินงานเต็มปีของทั้ง 36 โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีเงินกู้รวม 16,322 ล้านบาท ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 18,014 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งสอดคล้องกับตารางการชำระหนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับ 65.8% อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินในระดับสูงนี้ถูกบรรเทาบางส่วนจากกระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ที่สูงเนื่องจากได้รับ Adder และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำ สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานถึง 79.7% และบริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย อยู่ 3,009 ล้านบาท สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558,โดยผลการดำเนินงานงวด 3 เดือนที่พลิกมีกำไร เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง และรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม มีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 มีแนวโน้มว่าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าปี 58 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทย ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนจากการที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 59 นายศุภรัตน์ กล่าว สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) UNIPF มูลค่าสูงสุด 18.60 ลบ.แนวต้าน : 7.84 และ 7.88 แนวรับ : 7.70 และ 7.60 ,ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 77.54 ล้านบาท หรือ 0.38 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 68.52 พันล้านบาท หรือ 0.34 บาทต่อหุ้นอย่างไรก็ตาม รายได้ในปีนี้เชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน หรือคาดว่าจะใกล้เคียง 1.8 แสนล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ผลตอบแทนต่อที่นั่ง(YIeld)ปรับลดลงมากจนเป็นปัญหาทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุน สืบเนื่องมาจากการแข่งขันสูง รวมทั้งปีนี้มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.