The Debate

โหลด เกม 991️⃣M98: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

joker game 9991️⃣LOOK618,บริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ HFT ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 5.15 บาท บวก 0.19 บาท หรือ 3.83% สูงสุดที่ 5.30 บาท ต่ำสุดที่ 5 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 54.45 ล้านบาท, ราคาทองคำปิดร่วง หลังดอลล์แข็งค่า-ข้อมูลศก.สดใสทั้งนี้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยดัชนีการจ้างงานของ Conference Board ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 129.33 และหากเมื่อเทียบรายปี ดัชนีการจ้างงานพุ่งขึ้น 2.6% ปีนี้เราตั้งเป้าว่ากำไรจะพยายามไม่ให้น้อยกว่าปีที่แล้ว โครงการ UHV ที่แล้วเสร็จจะสร้างมาร์จิ้นให้เรา 1-2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สถานการณ์ตอนนี้เราต้องทบทวนใหม่ จากก่อนหน้านี้บอกว่าราคาเบนซิน (แก๊สโซลีน) ไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้พลิกกลับเบนซินกลับดี กำลังดูใหม่และอาจต้องมีการปรับโหมดในการผลิตด้วยเพื่อทำอย่างไรให้ได้เบนซินเพิ่มมากขึ้น จริงๆเราเคยบอกมาร์จิ้นโครงการ UHV จะทำได้ 2-4 เหรียญฯ แต่ตอนนี้บอกแค่ 1-2 เหรียญฯเท่านั้นเอง เพราะสถานการณืโพรพิลีนไม่ค่อยดี เราต้องรอจนกว่าการขยายโพลีโพรพิลีน(PP) ของเราแล้วเสร็จ นายสุกฤตย์ กล่าว ราคาปิด 5.15 แนวรับ 5.10-4.94 แนวต้าน 5.30-5.40 , 5.60-5.80ขณะเดียวกันบริษัทยังมีโรงงานผลิต และคลังเก็บยางมะตอยที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พร้อมรถบรรทุกเพื่อการขนส่งยางมะตอยของบริษัทเองมากกว่า 300 คันนอกจากนี้ SET50 Call ก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่นเช่นกันนำโดย S5028C1602B +45.5% S5028C1602A +33.3% เทียบกับ SET50 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S50H16 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% และ 2.5% ในขณะที่ S5028P1602A -15.4% และ S5028P1602B -20.2% ตามลำดับดัชนี 1,236.75 เปลี่ยนแปลง +11.92 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,300 ลบ.MIDAนักบริหารเงินเปิดเผยถึงค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ (8 ม.ค.) อยู่ที่ระดับ 36.31 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 36.25 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 36.16-36.32 บาท/ดอลลาร์ ,ทั้งนี้ โฟล์คสวาเกนกำลังเจรจากับสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับรถยนต์ดีเซล ขนาดเครื่องยนต์ 2 ลิตร จำนวนประมาณ 480,000 คัน ซึ่งทาง EPA เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การเจรจาดังกล่าว ยังไม่มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ดำเนินการฟ้องร้องโฟล์คสวาเกนในวันเดียวกัน และอาจส่งผลให้บริษัทต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์ KCAR จันทรเสรีกุล ปรับโครงสร้างการถือหุ้น KCAR ในกลุ่มราว 16%SET Index: ลุ้นปิดยืนเหนือ 1,240 เพื่อขึ้นต่อทดสอบ 1,260 และ 1,280 อนาคตหุ้นไทยกำลังจะถูกเปิดเผย! “หมอไพศาล”vs“เด็กแนว” สำรองที่นั่งด่วน แนวต้าน : 1235 และ 1240 จุด News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 11 ม.ค.59ทั้งนี้ ดัชนีการจ้างงานของ Conference Board ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 129.33 และหากเมื่อเทียบรายปี ดัชนีการจ้างงานพุ่งขึ้น 2.6% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ และสอดคล้องกับรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนธ.ค.พุ่งขึ้น 292,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. จากระดับ 252,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย.,ขณะเดียวกันบริษัทยังมีโรงงานผลิต และคลังเก็บยางมะตอยที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พร้อมรถบรรทุกเพื่อการขนส่งยางมะตอยของบริษัทเองมากกว่า 300 คัน KCAR จันทรเสรีกุล ปรับโครงสร้างการถือหุ้น KCAR ในกลุ่มราว 16%ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 5.20-5.80 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 5.15 บาท เมื่อช่วงค่ำวานนี้ ตามเวลาไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ประกาศระงับการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ ซึ่งการประกาศระงับใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์มีขึ้น หลังจากที่เพิ่งมีการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในตลาดหุ้นจีนได้เพียง 4 วันทั้งนี้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยดัชนีการจ้างงานของ Conference Board ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 129.33 และหากเมื่อเทียบรายปี ดัชนีการจ้างงานพุ่งขึ้น 2.6%。

ส่วนยอดขายรถทั่วโลกของโฟล์คสวาเกนลดลง 4.8% แตะ 5.8 ล้านคันในปี 2558 โดยปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ขณะที่ยอดขายในเดือนธ.ค.ร่วงลงเช่นกันที่ 7.9%ทั้งนี้ผลประกอบการปี 2558 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน คาดว่าปัจจัยหลักๆ ที่จะช่วยหนุนผลประกอบการปีนี้ให้เติบขึ้นได้แก่ ราคายางซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวลดลง (*ล่าสุดราคายางพาราร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาปัจจุบันของยางแผ่นอยู่ที่ 34 บาท/กิโลกรัม,ยางแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่ 25 บาท/กิโลกรัม เท่ากับราคา 100 บาท/4 กิโลกรัมส่วนเศษยางอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม ถือว่าราคาต่ำสุดในรอบ 10 ปี) และบริษัทได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า อีกทั้งภาครัฐยังได้ส่งเสริมโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งบริษัทได้เข้าร่วมโครงการโซล่าร์สหกรณ์และราชการ โดยได้รับประกาศผ่านคุณสมบัติแล้ว 50 เมกะวัตต์ จากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างและจำหน่ายไฟฟ้าและรับรู้รายได้ในปี 59 นี้บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ประกาศจ่ายปันผลงวด 1 เม.ย. 2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 เป็นเงินสดอัตรา 0.34 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 21 ม.ค.59 โดยกำหนดจ่ายเงินปันผล 5 ก.พ.59102.0085.00、นอกจากนั้นโครงการภาครัฐอย่างรถไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยช่วยกระตุ้นยอดขายสวิตช์บอร์ดให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เรามองว่าผลการดำเนินงานของ SCI จะเข้าสู่ช่วง Peak ประมาณครึ่งปีหลัง 2559 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สามารถรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ได้สูงตลาดหุ้นโตเกียวได้รับอานิสงส์จากการเปิดตลาดพุ่งขึ้น 2.23% ของตลาดหุ้นจีนในเช้าวันนี้ ขานรับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ประกาศระงับการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้ราคาหุ้นบริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือATP30ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1.00 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 4.17% สูงสุด 1.04 บาท ต่ำสุด 0.98 บาท มูลค่าการซื้อขาย 14.88 ล้านบาทล่าสุด ดัชนี ณ เวลา 10.00 น.อยู่ที่ 1,233.17 จุด ปรับตัวลง 11.01 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.88% มูลค่าการซื้อขาย 1.37 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่เช้านี้ทั้งตลาดหุ้นเอเชียที่มีการปรับตัวลงถ้วนหน้า,ตามที่กล่าวมาในข้างต้น SCI เป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น SCI ตกลงมาค่อนข้างมาก มองว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนในการทยอยซื้อหุ้น SCI บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลจำนวน 441 ล้านบาทในช่วงก่อนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาด Dividend Yield ปี 2559 สูง ที่ประมาณ 4.7% ทำการประเมินราคาพื้นฐานปี 2559 ที่ 7.70 บาท อิง PER กลุ่มอุตสาหกรรมที่ 19 เท่า แนะนำ ซื้อ ,ด้านเทคนิคบล.ฟิลลิป แนะ เก็งกำไร แนวรับ 0.92 แนวต้าน 0.99, 1.03 Cut loss 0.90 วาระนี้น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะเป็นโจทย์ยากว่า กทค. จะพิจารณาและดำเนินการอย่างไรต่อไปบนฐานอำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตรายใหม่ ขณะเดียวกันก็ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้บริการน้อยที่สุด ในเบื้องต้นเห็นว่าตลาดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ตลาดอาเซียน และ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงตลาดจีน, อินเดีย, รัสเซีย แอฟริกา เนื่องจากตลาดเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตได้สูง ส่วนสินค้าที่จะเร่งผลักดันการส่งออก ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร พร้อมกันนี้จะเน้นสินค้าบริการ ทั้งบริการด้านสุขภาพและความงาม, โลจิสติกส์, บันเทิง, คอนเทนต์ และการศึกษา เป็นต้น GRAMMY ตั้งเป้าปี 59 ช่องวัน มีรายได้โต 80% ตามแผนขึ้นโฆษณา-รุกลงทุน The Siam Commercial Bank(SCB TB; THB 114.00) ซื้อในเบื้องต้นเห็นว่าตลาดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ตลาดอาเซียน และ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงตลาดจีน, อินเดีย, รัสเซีย แอฟริกา เนื่องจากตลาดเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตได้สูง ส่วนสินค้าที่จะเร่งผลักดันการส่งออก ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร พร้อมกันนี้จะเน้นสินค้าบริการ ทั้งบริการด้านสุขภาพและความงาม, โลจิสติกส์, บันเทิง, คอนเทนต์ และการศึกษา เป็นต้นบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ (11 ม.ค.) ว่ามุมมองราคาทองคำปี 2016 คาดว่าราคาทองจะชะลอการปรับลงและมีลุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกในกรอบ $950-1,280/Oz จาก 5 แรงหนุนคือ 1) ในความสัมพันธ์ระยะยาวราคาทองและดอกเบี้ยสหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน 2) โครงสร้างตลาดมีโอกาสเป็นอุปสงค์ส่วนเกินมากขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินเดีย การอัดฉีดเงินและการเพิ่มทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลางจีนนักบริหารเงินเปิดเผยถึงค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ (11 ม.ค.) ที่ระดับ 36.26/28 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าเปิดตลาดที่ระดับ 36.31/33 บาท/ดอลลาร์ วันนี้เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ โดยระดับปิดตลาดเย็นนี้เป็นระดับที่แข็งค่าสุดของวัน ขณะที่วันนี้ยังไม่มีข้อมูลสำคัญที่จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินมากนัก ขณะที่วันนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการ เนื่องในวันบรรลุนิติภาวะผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดตลาดรอบเช้า (8 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ250 ล้านบาท ,สำหรับโครงการร่วมทุนที่บริษัทมีอยู่ 2 โครงการนั้น ก็มีโอกาสที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติม โดยในส่วนของโครงการผลิตพลาสติก ABS นั้น กำลังเจรจากับบริษัท นิปปอน เอแอนด์แอล ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในบริษัท ไออาร์พีซี เอแอนด์แอล เพื่อขยายความร่วมมือไปยังอาเซียนมากขึ้น จากเดิมที่มีการขายแค่ในไทย แต่ทางนิปปอนฯต้องการทีจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 5 แสนตัน/ปีเป็นอีกเท่าตัวภายใน 5 ปีเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน แทนที่จะนำ ABS จากโรงงานในญี่ปุ่นซึ่งมีต้นทุนสูงมาจำหน่าย ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะให้นิปปอนฯเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 49% จากเดิมที่ถืออยู่ 35% ในอนาคตUNIQ* (20.80 บาท)?ขณะที่แจ้ง ตลท. ว่าตามที่หนังสือพิมพ์รายงานว่านายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ประธานกรรมการบริหาร ของ KAMART เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจรายได้ในปี 58 เติบโต 30% ต่อปี ส่วนความสามารถในการทำกำไรสูงสุดในรอบหลายปีที่ระดับ 200 ล้านบาทนั้น บริษัทไม่เคยเป็นผู้ให้ข่าวดังกล่าวอนึ่ง พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ AQ GRAMMY ตั้งเป้าปี 59 ช่องวัน มีรายได้โต 80% ตามแผนขึ้นโฆษณา-รุกลงทุน。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.