New Leaders Forum

20 รับ 100 ถอน ไม่ อั้น ล่าสุดbkk joker1️⃣LOOK618: Security and the Life Sciences

ผล บอล ทุก คู่ เมื่อ คืน,ขณะเดียวกันวอลมาร์ทประกาศแผนปิดสาขา 269 แห่งทั่วโลก หลังจากบริษัทประสบปัญหาในการแข่งขันกับบริษัทค้าปลีกออนไลน์ โดยสาขา 269 แห่งที่วอลมาร์ทจะปิดดำเนินการนั้น รวมถึง 154 แห่งในสหรัฐ และการปิดสาขาของวอลมาร์ทจะส่งผลกระทบต่อพนักงาน 16,000 คนทั่วโลก ซึ่งรวมถึง 10,000 คนในสหรัฐ, LHBANK บวก 7.36% แรงในรอบ 6 เดือน กูรูชี้เติบโตโดดเด่นอีกหลายปี ตลท.ขึ้น H หุ้น PLANB เหตุแจ้งอัตราจ่ายปันผล แต่ไม่มีข้อมูลในมติที่ประชุม วันนี้บาท move แคบๆ ไม่ค่อยมีปัจจัยอะไรมากนัก เป็นแรงซื้อแรงขายปกติ ตลาดน่าจะรอดูรายงานการประชุมของ FOMC ที่จะออกมาในคืนนี้ก่อน นักบริหารเงินกล่าว ขณะที่คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.50-35.70 บาท/ดอลลาร์ ฮั่งเส็งปิดเช้าลบ 105.71 จุด จากแรงเทขายทำกำไร IRPC รูดกว่า 3% หลังขึ้น XD วันนี้ ปันผล 0.22 บ./หุ้น ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก รับราคาน้ำมันส่งสัญญาณฟื้นตัวราคาปิด 17.90 แนวรับ 17.70-17.5 , 17.20-17 แนวต้าน 18-18.40ขณะเดียวกันเอไอเอสยังคงเดินหน้าลงทุนขยายโครงข่าย 3G เพื่อให้มีการครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอไอเอสได้ตั้งงบลงทุนในปี 2559 ไว้ทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการลงทุนขยายโครงข่าย 4G เป็นหลัก,โดยในปี 2559 คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจจะมีการเติบโตดีขึ้นกว่าปี 2558 เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐ ทางด้านภาวะอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นในด้านคุณภาพและการนำเสนอคอนเทนต์ใหม่ๆ โดยเอไอเอสคาดว่ารายได้จากการให้บริการ (ที่ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย) จะคงที่จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการหยุดให้บริการ 2G ขณะเดียวกันเอไอเอสสามารถให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ได้รับใบอนุญาตเมื่อ พ.ย. 2558 โดยได้ขยายโครงข่าย 4G ไปแล้วถึง 42 จังหวัดและคาดว่าจะขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 77 จังหวัดหรือครอบคลุมประชากรร้อยละ 50 ได้ภายในสิ้นปีนี้สำหรับปริมาณการขายสินค้าในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายหนังฟอกในปีนี้จะอยู่ที่ 24 ล้านตารางฟุต จาก 22 ล้านตารางฟุตในปีก่อน โดยสินค้าราว 90% จะขายให้กับโรงงานผลิตรองเท้าแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง เช่น Timberland สัดส่วน 35-40% , Adidas และ Reebok สัดส่วน 25-30% ,Lacoste สัดส่วน 10% ,Dr.Martens ,Camper เป็นต้น โดยรวมมีฐานลูกค้าที่ทำรองเท้า 40-50 แบรนด์ ส่วนอีก 10% ขายให้กับอุตสาหกรรมฟอกหนังสำหรับสินค้าแฟชั่นอื่น ๆ ,นอกจากนี้บริษัทได้ประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. 2559 ถึงวันที่ 30 มี.ค. 2559 เป็นเงินสดจำนวน 2.47 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 4 เม.ย. 2559 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เม.ย. 2559KCE/75.75 แรงซื้อหนุน น่าจะรีบาวด์กลับไปทดสอบแนวต้านเดิมๆ ได้ตามสัญญาณฟื้นตัวจากเครื่องมือ เก็งกำไร แนวรับ 74.75 แนวต้าน 78.00, 80.00 Cut loss 73.50 บ.สำหรับปริมาณการขายสินค้าในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายหนังฟอกในปีนี้จะอยู่ที่ 24 ล้านตารางฟุต จาก 22 ล้านตารางฟุตในปีก่อน โดยสินค้าราว 90% จะขายให้กับโรงงานผลิตรองเท้าแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง เช่น Timberland สัดส่วน 35-40% , Adidas และ Reebok สัดส่วน 25-30% ,Lacoste สัดส่วน 10% ,Dr.Martens ,Camper เป็นต้น โดยรวมมีฐานลูกค้าที่ทำรองเท้า 40-50 แบรนด์ ส่วนอีก 10% ขายให้กับอุตสาหกรรมฟอกหนังสำหรับสินค้าแฟชั่นอื่น ๆผล บอล ทุก คู่ เมื่อ คืน,ขณะที่ในงวดปี 58 บริษัทจ่ายปันผลที่ ระดับ 57% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่างวดปี 57 ที่จ่าย 62% ของกำไรสุทธิ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ทำให้ต้องกันเงินไว้ โดยขณะที่บริษัทมีกระแสเงินสดในมือราว 20,000 ล้านบาทโดย AI, AIE, BUI, LVT และ TUCC มีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนตามแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นบริษัทจดทะเบียนเมื่อตรวจสอบข้อมูลที่เคยปรากฏ พบว่าเคยมีข่าวเรื่องที่จะมีต่างชาติเข้ามาเจรจาขอถือหุ้นบริษัท เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจด้านเช่าซื้อ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SIS แจ้งผลประกอบการ (รวมบริษัทย่อย) งวด 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีกำไรกำไรสุทธิ 168.85 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.48 บาทต่อหุ้น ลดลง 8.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 184.09 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.53 บาทต่อหุ้นโดยผลการดำเนินงานในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้จากการขายและการให้บริการของกลุ่มไทยคม และไอทีเอเอส โดยรายไดจากการขายและการให้บริการในปี 2558 เติบโตขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมไทยคม 7 ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่ไตรมาส 4/2557 และสามารถขายช่องสัญญาณดาวเทียมได้เต็มร้อยในไตรมาส 4/2558 โดยรายได้จากการขายและให้บริการเติบโตตามประมาณการที่ร้อยละ 5-7。

TKN Trading แนวรับ 8.70 แนวต้าน 9.40-9.60 ตัดขาดทุน 8.55 ปีนี้เรามีแผนขยายตู้เพิ่มอีก ซึ่งจะขยายเดือนละ 2,000 ตู้ ทำให้ปีนี้น่าจะมีตู้เติมเงินทั้งสิ้น 90,000 ตู้ จากปีก่อน 65,000 ตู้ และตั้งเป้าที่จะขยายตู้เพิ่มอีกในปี 60 มาอยู่ที่ 114,000 ตู้ รวมถึงในปี 61 มาที่ 138,000 ตู้ ขณะที่ยอดเติมเงินก็จะปรับเพิ่มตามตู้เติมเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย จากปีนี้วางเป้าหมายที่ 21,000 ล้านบาท ปี 60 ที่ 27,000 ล้านบาท ปี 61 ที่ 33,000 ล้านบาท นายสมชัยกล่าว。 SET ปิด 1,294.59+6.12ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศปลดเครื่องหมาย H ของหลักทรัพย์ PLANB ในเวลา 11.15 น.ของวันนี้ หลังจากที่บริษัทได้แจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับอัตราการจ่ายเงินปันผลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องแล้ว News Summary : สรุปข่าวประจำวันที่ 17 ก.พ.59โดย ณ สิ้นปี 2558 อินทัชได้ลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 8 บริษัท โดยเป็นการเข้าลงทุนใหม่ 4 บริษัทในปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยบริษัท ซินโนส จำกัด (ผู้ผลิตและพัฒนาเกมบนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน) บริษัท เพลย์ เบสิส พีทีอี ลิมิเตด (ให้บริการและพัฒนาระบบการประยุกต์แนวคิดจากเกมไปใช้ประโยชน์ ด้านอื่นๆ) บริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด(พัฒนาแอพพลิเคชั่นการจองสนามกอล์ฟผ่านสมาร์ทโฟน) และบริษัท ชอปสปอท โมบิลิตี้ พีทีอี ลิ มิเต็ด (พัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับซื้อขายของออนไลน์ ในรูปแบบโซเชียลคอมเมิร์ซ) โดยเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา อินทัชได้ขายเงินลงทุนในบริษัท คอมพิวเตอร์โลจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่อินทัชได้เข้าลงทุนตั้งแต่ ปี 2556 เพื่อให้บริษัทดังกล่าวเติบโตต่อไปโดยการใช้ศักยภาพของผู้ร่วมลงทุนใหม่ได้ อย่างเต็มที่ ,STOP LOSS สถานะ Long ถ้า S50H16 ปรับตัวลดลงหลุด 808 ลงไป นายโกจิ อิชิดะ เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ความปั่นป่วนในตลาดการเงิน ในช่วงที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน หากภาวะไร้เสถียรภาพยืดเยื้อออกไป,วันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากไม่มีปัจจัยที่มีผลสำคัญต่อค่าเงินมากนัก เป็นเพียงแรงซื้อแรงขายตามปกติ ซึ่งคาดว่าตลาดรอดูรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่จะออกมาในคืนนี้, นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ เรื่อง เศรษฐกิจดิจิตอล:ทางรอดเศรษฐกิจประเทศไทย ว่า ในปี 59 คาดจะมีเม็ดเงินจากโครงการ 4G และอุตสาหกรรมที่เกี่ยว ข้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ระบบ 4G ราว 100,000-200,000 ล้านบาท และเงินสะพัดจากการทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์อีกไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.5-1% และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 59 ขยายตัว 3-3.5% สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย อัตราว่างงานเดือนม.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 6% จากธ.ค.ที่ 5.8% โดยปรับตัวขึ้นมากกว่าคาดการณ์ 5.8% เพราะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียเริ่มลดน้อยลง ส่วนตัวเลขการจ้างงานเดือนม.ค.ปรับตัวลดลง 7,900 รายจากเดือนธ.ค. ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13,000 รายพร้อมประเมินแนวโน้มผลประกอบการปกติในไตรมาส 1/59 คาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายไตรมาส กำไรจากธุรกิจถ่านหินคาดทรงตัวจากการกลับมาผลิตเต็มที่ของ CEY กำไรจากธุรกิจไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อ จากการรับรู้ผลประกอบการของโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 2 เต็มไตรมาส ขณะที่โรงไฟฟ้า BLCP ยังคงจ่ายไฟฟ้าตามปกติ ขณะเดียวกัน กรรมการ ECB ยังได้หารือกันว่าภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำในปัจจุบันที่ระดับ 0.4% จะส่งกระทบในระยะยาวต่อค่าแรง และราคาหรือไม่ ขณะที่ ECB ตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับต่ำกว่า 2% เล็กน้อยมองจังหวะการฟื้นตัวของสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-free Asset) น่าจะเป็นเพียงแค่ภาพ Correction ในระยะสั้น ส่วนภาพระยะยาว ภายใต้แนวโน้มของดอกเบี้ยขาลงทั่วโลก ผลตอบแทนของพันธบัตรที่เกือบเป็น 0 หรือติดลบ สินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) จะยังคงเป็นทางออกสำหรับกระแสการทำ Asset Allocation โดย US Dollar ยังคงมีแนวโน้มถูก Take profit และกระแสเงินจะยังคงไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงไปอย่างน้อยก็จนถึงการประชุมของ Fed ในกลางเดือน มี.ค.CHOW Tradingแนวต้าน 4.10 บาท จุดลดความเสี่ยงหากหลุด 3.86 บาทSTPI ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งตัวพักฐานในกรอบขาขึ้นยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือน สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเรียงตัวตัดกันทำ Golden Cross เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 11.60 บาท และถัดไปตามกรอบที่ 12.00 บาทดัชนี SET อยู่ที่ 1,296.44 จุด +7.97 จุด +0.62% ปริมาณซื้อขาย 24,278 ลบ. ,นอกจากนี้บริษัทได้เปิดโครงการพื้นที่ให้เช่าแห่งใหม่ คือ โครงการ เอดะ วอร์ฟ สมุย ที่อำเภอ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในเดือน ม.ค.58โดยขณะนี้ได้มีการนำเสนอแผนงานให้กับทางคณะกรรมการรับทราบในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวมีอัตราผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) และมีผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่านโยบายของบริษัทฯเช่นกัน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนจำนวน 7,200 ล้านบาท ซึ่งภายใต้งบลงทุนดังกล่าว บริษัทฯมีความต้องการเงินลงทุนในส่วนทุนประมาณ 1,550 ล้านบาท ถือเป็นไปตามเงื่อนไขที่เคยได้รับจากสถาบันการเงินสำหรับโครงการประเภทเดียวกัน และมีที่มาของแหล่งเงินทุนจาก 1) เงินทุนหมุนเวียนภายใน และ 2) เงินเพิ่มทุนจำนวน 910 1,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 100% ของเงินเพิ่มทุนที่จะได้รับทั้งหมดสัญญาณกราฟ CHOW ที่ปรับตัวลงนี้ ออกอาการชัดเจนที่แนว support 3.66 บาทไม่หลุดไปกว่านี้และมีโวลุ่มแอบสะสมอย่างต่อเนื่องอย่างหนาแน่น จุดนี้เองที่จะเป็นแนวเก็บของใครเข้ารับจะได้ต้นทุนที่ต่ำ ขณะที่ Stoch เริ่มโค้งตัวตั้งลำแล้ว หมายถึงว่าราคาหุ้นกำลังจะดีดตัวขึ้นในไม่ช้า เป้าหมายแรก 4.20 บาท ลักษณะแบบนี้ ต้องสะสมหุ้นไว้ ก่อนที่จะขึ้นแรง โดย AI, AIE, BUI, LVT และ TUCC มีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนตามแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นบริษัทจดทะเบียนขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศปลดเครื่องหมาย H ของหลักทรัพย์ PLANB ในเวลา 11.15 น.ของวันนี้ หลังจากที่บริษัทได้แจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับอัตราการจ่ายเงินปันผลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องแล้วสำหรับผลของการขับเคลื่อนระบบ 4G นั้นเชื่อว่า ภาคเอกชนจะให้ความสำคัญในการทำธุรกิจ และขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกและจูงใจลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จากปัจจุบันที่พบว่าประชาชนมีการใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในวงเงินที่เริ่มสูง และหลากหลายสินค้า เช่น การจองตั๋วออนไลน์ (ภาพยนตร์, เครื่องบิน) เฉลี่ยเงินที่ซื้อ 2,759 บาท, การซื้อมือถือ 2,147 บาท, เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,915 บาท, ชำระค่าสินค้า/บริการรายเดือนต่างๆ 1,739 บาท, ซื้อเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ 1,443 บาท, ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม 917 บาท, ซื้อหนัง/ซื้อเพลง 348 บาท, ซื้อเกมส์ออนไลน์ 364 บาท เป็นต้นคำแนะนำ: เราแนะนำให้ขายสถานะ Short ใน ITDH16 ที่แนวรับ 6.30 เพื่อรอการฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ถ้าปรับตัวลดลงเข้าใกล้ระดับ 6.00 จะเป็นจังหวะ Open Long。

The recent announcement that scientists created a version of H5N1 influenza virus has implications for Asia.

An important research finding in the life sciences has galvanized and divided the international scientific and security communities. The creation of a version of H5N1 influenza virus (bird flu) that can be transmitted by respiratory droplets or aerosol between mammals raises hopes that a vaccine can be made – and fears that humans will speed up the process by which this new virus will be unleashed. Research has been suspended while scientists debate the proper course to take. But any solution must be part of a larger regional effort to address biosafety and biosecurity concerns.

The H5N1 virus first appeared in Asia nearly a decade and a half ago, and has since spread around the world.  In that time, the disease has been reported in 576 human cases and there have been 339 deaths. The human fatality rate for H5N1 ranges from 30 percent to 80 percent; experts consider this “one of the most virulent known human infectious diseases.” At present, the disease is only spread by contact with live birds. Scientists fear that the virus could mutate and become susceptible to human-to-human transmission, which could trigger a pandemic on the scale of the 1918-19 outbreak of Spanish flu (H1N1) that killed as many as 40 million people. Late last year, two research teams created an H5N1 virus in the laboratory that could spread in such a manner. 

This isn’t the first such “breakthrough.” In 2001 scientists created recombinant mousepox (knowledge that could be applied to smallpox); a year later, the polio virus was chemically synthesized (which means the virus was created from scratch without a natural template by using a DNA sequence available online); and in 2005, scientists reconstructed the 1918 Spanish flu virus.

The possibility of the misuse of such research for bioterrorism and crimes, as well as accidental exposure of those agents to humans, animals and plants, was highlighted by the U.S. National Research Council, including the Fink Committee report in 2004 and the Lemon-Relman Committee report in 2006.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This time, however, the U.S. National Advisory Board for Biosecurity (NSABB) recommended that the papers (introducing the research findings to the public) not be fully published; instead, the basic results should be provided without methods or detailed results.  The government passed those recommendations on to the scientists and the journals to which they had submitted their research.

Those scientists, and some colleagues, responded with a letter published last month in the two journals, arguing that the research is crucial to public health efforts, but agreed that the controversy justified a 60-day suspension of research so that the entire scientific community could debate the issue.  An international conference on the topic is scheduled to be held this week at the World Health Organization (WHO).

This case has powerful implications for the Asia-Pacific region, which is home to rapidly developing life science industries that are working to solve problems in public health, medicine, energy development, agriculture, and national security. In 2010, a global market research firm, Frost & Sullivan, reported that Asia-Pacific healthcare revenue represented 23.2 percent of the global market ($247 billion) in 2009, and could reach a 40 percent share by 2015. Ensuring freedom in scientific research and attracting cutting-edge scientists are essential components of the region’s efforts to develop life science research.

Our concerns are broader than the oversight or censorship of scientific research. Enhancing safety and security within and beyond laboratories is critical to preventing the accidental release of pathogens/toxins or their intentional use for illicit purposes. The world doesn’t care if a pandemic is natural or manmade. In addition to the human cost, the economic consequences could be huge: the World Bank estimated that an influenza outbreak in East Asia on the scale of the 2002-3 SARS outbreak could cost $800 billion a year. 

There are two priorities for regional security efforts. The first is immediate capacity-building and coordination in the overarching sectors of public health, disaster relief, and biodefense to enhance preparedness and response in the case of a disease outbreak (whether it’s manmade or natural). It’s important to note the unique nature of biodefense, where “medicine” plays the most significant role, and opens the door to unique forms of collaboration among public health and disaster relief efforts.

The second priority is long-term education and awareness raising policies to promote responsible conduct in life science research. This will provide the basis for wider engagement of life scientists in the effort to strengthen biosafety and biosecurity architecture beyond laboratories (including oversight, intelligence, national legislation of relevant international agreements, and export controls).

A key element of this agenda is sharing best practices among regional states in the development of biodefense capacity and collaboration with public health sectors. This work could be initiated at the bilateral level via existing regional security partnerships. For example, the U.S.-Japan Security Consultative Committee of defense and foreign ministers (the “2+2 process”) has a “Defense Working Group against CBRN Weapons” (CDWG) that could provide a model for other countries or even be expanded to larger groups.

Elevating bilateral/trilateral efforts to the regional level will be challenging. An “easy” opportunity exists, however.

When the ASEAN Defense Ministers’ Meeting (ADMM-Plus) was inaugurated in October 2010, the group targeted nontraditional security issues as the most viable area for functional cooperation. Among its priorities was capacity building relating to natural disaster management:  a Working Group on Military Medicine was set up and the group is to be co-chaired by Singapore and Japan until 2013 in cooperation with ASEAN Regional Forum.

The ARF has been working on biological threat reduction in cooperation with the WHO, which extends opportunities for further coordination between regional defense frameworks and public health frameworks. From the public health sector, the Regional Committee for the Western Pacific of the WHO agreed on resolution WPR/RC56.R4 — Asia Pacific Strategy for Emerging Diseases — in an effort to enhance regional capacity against infectious diseases. A possible plan was outlined that establishes the organization’s linkage with “those who handle deliberate release of biological, chemical and radiological/nuclear agents, if appropriate.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

For the second agenda item, there are growing efforts to raise awareness of biosecurity and biosafety issues among life scientists. The United States has the NSABB. The Science Council of Japan established a committee last year on dual-use issues in the life sciences to raise awareness of these issues. Biosafety and biosecurity associations in the Philippines, Indonesia and Singapore are key players in the Asia-Pacific Biosafety Association (A-PBA). The A-PBA is a member association of the International Federation of Biosafety Associations that works closely with the U.S. Cooperative Threat Reduction.

There are many opportunities for national security and public health agencies of regional governments to play individual roles and build international partnerships on these issues. For regional security stakeholders, the debate over and action plans to deal with H5N1 research should go beyond oversight of scientific research and be considered part of the embryonic efforts to enhance regional biosecurity. 

 

Masamichi Minehata is a research fellow at the University of Bradford in the U.K. and nonresident SPF Fellow at the Pacific Forum CSIS. Since 2008 he has worked for the UK Prime Minister’s Initiative to promote international biosecurity education, in cooperation with the National Defense Medical College of Japan. Brad Glosserman is executive director of Pacific Forum CSIS, where this article originally appeared.