Features | Security

หวย ลาว ย้อน หลัง 2562 วัน นี้: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ตรวจ สลาก ออมสิน 5 ปี,ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบมากกว่าตลาดหุ้นไทยเล็กน้อย ซึ่งมาจากแรงเทขายทำกำไร ประกอบกับนักลงทุนต่างรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.) เชื่อว่าตลาดมีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปต่อได้อีก พร้อมให้แนวรับ 1,420 จุด ส่วนแนวต้าน 1,440 จุดสำหรับรายละเอียดของสัญญายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ที่จะซื้อขายในตลาด TFEX 1 บัญชี สามารถซื้อขายได้ 10,000 สัญญา โดย 1 สัญญามีขนาด 5 ตัน และในสัญญาเดือนใกล้มากที่สุดจะซื้อขายได้ไม่เกิน 1,000 สัญญาต่อบัญชี โดยนักลงทุนที่ต้องการส่งมอบสินค้าจริงจะต้องระบุก่อนเทรด ส่วนนักลงทุนที่เข้ามาซื้อขายทั่วไปจะเป็นลักษณะการเก็งกำไรโดยไม่ต้องส่งมอบของจริง,ตรวจ สลากกินแบ่ง รัฐบาล 1 กุมภา 63 , DCC เผยกำไร Q3/58 ทรงตัวที่ 275.13 ลบ. จ่อปันผล 0.042 บ./หุ้น XD 6 พ.ย.นี้คำแนะนำของ ASLซื้อระยะสั้น ปรับตัวมีแนวรับสำคัญ 5.40-5.35 แนวต้าน 5.85 / 6.35นายณัฏฐ์ กล่าวเสริมอีกว่า ในงาน โฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 22 ยังจะมีการเปิดตัวรายการโทรทัศน์ Home MakeOver ครั้งแรกในประเทศไทย ที่จะมาปรับบ้านเปลี่ยนชีวิตที่อยู่อาศัยคุณ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ HOME IMPPROVEMENT CENTER อีกด้วย โฮมโปร จึงตั้งใจทำรายการ Home Makeover ปรับบ้าน..เปลี่ยนชีวิต รายการเรียลลิตี้ เกี่ยวกับการปรับปรุงบ้านที่จะปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ ทาว์นโฮม คอนโดมิเนียมให้สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและความสวยงาม เพื่อเติมเต็มความต้องการของทุกคนในครอบครัว จากทีมงานมืออาชีพของโฮมโปร แล้วคุณจะได้เห็นว่า บ้านคุณสวยได้มากกว่าที่คิด ตอบโจทย์มากกว่าที่เป็นกำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมจีน ก.ย. -0.1%YoY สานักงานสถิติของจีน (NBS) เผยข้อมูลผลกาไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนเดือน ก.ย. 58 ลดลง 0.1%YoY และในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ลดลง 1.7%YoY สาเหตุผลกาไรชะลอการลดลงในเดือน ก.ย. มาจากการฟื้นตัวจากเดือน ส.ค. ซึ่งในเดือนดังกล่าวผลกาไรดิ่งลงถึง 8.8%YoY ซึ่งดิ่งลงครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในเดือนนั้น ทั้งนี้ แม้ผลกาไรจะชะลอการลดลงในเดือน ก.ย. แต่ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับแรงกดดันต่อไป และทำให้ผลกำไรยังไม่มีแนวโน้มทางบวกCCN กระแสการเก็งกำไรตอนนี้วนหาหุ้นที่เข้าใหม่ตั้งแต่ปีก่อนจนปีนี้และราคายังไม่ขึ้น กระแสนี้ส่งผลดีเพราะเหมือนเป็นการกู้ภาพหุ้น IPO ให้ฟื้นตัวได้ หนึ่งในนั้นมองว่า CCN ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะราคาดิ่งเหวจาก 6 บาทลงมาและเพิ่งจะตั้งลำสร้างฐานได้ 1-2 สัปดาห์นี้ ทำให้มีหวังในการฟื้นตัวซะทีประกอบกับ story เริ่มได้จึงน่าจะเป็นจังหวะของการกลับเข้ามาเก็งกำไร โดยธุรกิจหลักของบริษัท เป็นผู้จำหน่าย และวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ครอบคลุมการบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง อบรม ดูแลบำรุงรักษาระบบงาน จัดหาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือว่าเข้าทางการประมูล 4G เพราะทำให้บริษัทเพิ่มงานขึ้นมาโดยตรงนั่นเอง ด้านผลประกอบการผู้บริหารเผยว่าแนวโน้มแม้ปีนี้ชะลอตัว แต่เมื่อการประมูล 4G เกิดเร็วขึ้นทำให้มีความหวัง และครึ่งปีหลังรายได้ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่น่าผิดหวังแต่อย่างใด และบริษัทได้เพิ่มธุรกิจการจัดเก็บข้อมูลแบบ Cloud เข้ามาซึ่งจะเป็นตัวสำคัญจากนี้ไปณ วันที่ 30 มิ.ย.58 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการลงทุนที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวมทั้งสิ้น 1,358 เมกะวัตต์เทียบเท่า แบ่งเป็นกำลังการผลิตที่ใข้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 1,210.4 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไอน้ำ 813 ตันต่อชั่วโมง และกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2.4 เมกะวัตต์(ไฟฟ้ากระแสสลับ) เก็งกำไร UV ราคาหุ้นยัง Laggard GOLD อยู่ 8%: การปรับสูงขึ้นของ GOLD ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเกือบ 31% ส่งผลบวกต่อหุ้น UV (ถือหุ้น GOLD อยู่ 55.73%) ปรับสูงขึ้น 23% ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อมูลในอดีตช่วง 2013-2015 จะเห็นว่าตลาดให้มูลค่าของ UV (หักมูลค่าของ GOLD แล้ว) ประมาณ 9000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่ตลาดให้มูลค่าหุ้น UV (หักมูลค่าของ GOLD แล้ว) ที่ 7000 ล้านบาท ทำให้ UV มีโอกาสเป็น Catch-Up Plays ตามหุ้น GOLD ที่ปรับสูงขึ้นไปมากกว่า 8% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หรือมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 7.8-8.0 บาท (ดูรูปด้านซ้ายประกอบ) ส่วนความคืบหน้าโครงการ FYI Center ของบริษัทคาดว่าส่วนของอาคารสำนักงานจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดที่คาดไว้แล้วเสร็จภายในกุมภาพันธ์ 59 และจะส่งมอบพื้นที่ให้ผู้เช่าได้ในต้นปีหน้า ปัจจุบันมีการจองพื้นที่ได้แล้วกว่า 50% อัตราค่าเช่าอยู่ที่ 750 บาท/ตารางเมตร และอาจจะมีการปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นปีละ 5%ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบได้ในเดือน พ.ค.59 ซึ่งท่าอากาศยานภูเก็ตจะมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12.5 ล้านคนต่อปีผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดช่วงบ่าย (26 ต.ค.) ที่ระดับ 1,424.16 จุด เพิ่มขึ้น 8.02 จุด หรือ 0.57% มูลค่าการซื้อขาย 45,173.58 ล้านบาท, หุ้นยุโรปปิดลบ นักลงทุนไม่มั่นใจมาตรการธนาคารกลางยุโรป、ตรวจ ลอตเตอรี่ แบบ กด ตัวเลข、ทั้งนี้ กสทช.ได้มีการกำหนดเงื่อนไขและกระบวนการป้องกันการสมยอมราคาไว้เป็นอย่างดี ส่วนที่มีความกังวลในการเลื่อนการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz มาไว้ใกล้กับการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz จะทำให้เกิดการสมยอมราคานั้น สำนักงาน กสทช. ขอเรียนยืนยันว่าคงเป็นไปได้ยาก แต่หากตรวจสอบพบมีการสมยอมราคาเมื่อใด สำนักงาน กสทช. จะเสนอยกเลิกการประมูลทันที และจะดำเนินคดีอาญากับผู้ฮั้วประมูล ตลอดจนจะพิจารณาถึงการเป็นขาดคุณสมบัติในการรับใบอนุญาตเดิม、 ดอลล์แข็งค่าระหว่างรอแถลงการณ์เฟด คาดส่งสัญญาณขึ้นดบ.นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัท ยังอนุมัติให้ยกเลิกการออกและเสนอขาย Taiwan Depositary Receipts (TDR) จำนวนไม่เกิน 200 ล้านหน่วย ในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน เนื่องจากเห็นว่าการออก TOR จะทำให้เกิดผลกระทบ Dilution Effect ต่อผู้ถือหุ้นเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะบริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อรองรับการซื้อเหมืองถ่านหิน ขณะที่บริษัทยังได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้จากธนาคารในวงเงินที่เพียงพอกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทด้วยPTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,024.25 ล้านบาท ปิดที่ 75.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท。

โดยปัจจุบันการจัดตั้งกอง REIT ของบริษัทอยู่ระหว่างยื่นคำขอจัดตั้งกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนำอาคารปาร์คเวนเจอร์และอาคารสาทร สแควร์จัดตั้งกอง REIT มูลค่ากอง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งได้ภายในปี 59 โดยบริษัทถือหุ้นในกองดังกล่าวสัดส่วนไม่เกิน 30% RCI-KC กอดคอกันปรับตัวขึ้น เตรียมแถลงข่าวเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ 29 ต.ค.นี้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 22,801 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 31,144 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 40% มาตั้งแต่ช่วงปี 2555 ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 เนื่องจากบริษัทมีฐานทุนขนาดใหญ่และมีการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างระมัดระวัง ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนโดยรวมประมาณ 27,500 ล้านบาทในช่วงปี 2559-2561 ซึ่งหากรวมเงินลงทุนที่คาดไว้ดังกล่าวแล้ว อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนน่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 45% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า、คาดดัชนีในช่วงบ่ายแกว่งตัวในกรอบแคบ เรามองยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามา ขณะที่ตลาดปกคลุมไปด้วยความกังวลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เราแนะนำเก็งกำไรระยะสั้น สำหรับหุ้นรายตัว เน้นกลุ่มที่คาดว่าจะมีผลประกอบการ 3Q58 โดดเด่น และเราชื่นชอบกลุ่มสายการบินซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งทรงตัวในระดับต่ำอย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อก้าวไปสู่แนวปฏิบัติที่ดีเลิศแล้วก็ตาม หากแต่ยังคงมีความท้าทายในเรื่องการแก้ไขปัญหาล้มละลาย การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และการจดทะเบียนทรัพย์สิน ตัวอย่างเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สิน ผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกใช้เวลาเฉลี่ย 74 วันในการถ่ายโอนทรัพย์สินเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ใช้เวลา 48 วัน MACO คาดอุตฯสื่อโฆษณา Q4/58 ฟื้นเล็กน้อย เหตุลูกค้าใช้กระตุ้นกำลังซื้อUV ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะดีดตัวขึ้นต่อหลังพักตัวไม่หลุดเว้นค่าเฉลี่ย 7 วัน ด้วยปริมาณการซื้อขายสนับสนุนหนาแน่น สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21-63 วัน เรียงตัวตัดกันยืนยันแนวโน้ม มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกที่ 7.50 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 7.80 บาท, ช่วงบ่ายกลุ่มรับเหมาฯอาจปรับลงต่ออีก หลังช่วงเช้ามีข่าว รฟท.ได้เลื่อนการประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ เส้น คลอง 19 แก่งคอย ทั้งสัญญาที่ 1 และ สัญญาที่ 2 ไปเป็นวันที่ 9 พ.ย.2558 ซึ่งจะมีผลทำให้ขั้นตอนการเสนอราคาแบบ e-Aution ต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมในวันที่ 5 พ.ย.2558 โดยอาจต้องเปลี่ยไปเป็นเดือน ธ.ค.2558BCH ก่อตั้งในปี 2536 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2547 โดยมีตระกูลหาญพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นหลัก ณ เดือนพฤษภาคม 2558 ในสัดส่วน 50% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของและบริหารกิจการโรงพยาบาลจำนวน 11 แห่งและคลินิกชุมชน 2 แห่ง บริษัทมีโรงพยาบาลที่เปิดดำเนินการภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ 6 แห่ง ภายใต้แบรนด์ WMC 1 แห่ง และภายใต้แบรนด์ใหม่คือ การุญเวช อีก 4 แห่ง โรงพยาบาลแต่ละแห่งของบริษัทมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดย WMC เน้นรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง โรงพยาบาลเกษมราษฎร์เน้นรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับปานกลาง และโรงพยาบาลการุญเวชเน้นรองรับกลุ่มลูกค้าในโครงการประกันสังคม บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มคนไข้เงินสดอยู่ที่ 65% ของรายได้รวม และจากกลุ่มคนไข้โครงการประกันสังคมอยู่ที่ 35% ของรายได้รวมขณะที่บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในปัจจุบันอยู่ที่ 3 พันล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้และปี 59 นอกจากนี้ในช่วงที่เหลือของปีบริษัทจะเปิดโครงการแนวราบอีก 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8 พันล้านบาทสำหรับรายละเอียดการจัดสรรหุ้นใหม่คือ LPH เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งสิ้น 200 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.67% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งก่อนหน้า IPO บริษัทมีทุนที่ออกจำหน่ายและเรียกชำระแล้ว มีจำนวน 275 ล้านบาท คิดเป็น 550 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท , Q-CON กำไร Q3/58 วูบ แจงรายได้จากการขายหดตัวตามราคาตลาดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือSMPCปิดตลาดวันนี้ราคาอยู่ที่ 6.65 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 12.71% สูงสุดที่ 6.75 บาท ต่ำสุดที่ 6 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 309.96ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.57%หุ้นเปอร์โยต์ ซีตรอง ร่วงลง 3.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายไตรมาส 3 ที่น้อยกว่าการคาดการณ์ ขณะที่ WPP ร่วงลง 2.2% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายที่อ่อนแรงลงในตลาดอังกฤษ}หุ้นดอยช์แบงก์ ร่วงลง 1.4% หลังจากไฟแนนเชียล ไทมส์รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังตรวจสอบกรณีการฟอกเงินของธุรกิจในรัสเซียของดอยช์แบงก์BDMS เป็นผู้นำธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศโดยมีเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งหมด 41 แห่ง ณ เดือนมิถุนายน 2558 บริษัทเน้นการรักษาในระดับตติยภูมิเป็นหลัก ในขณะที่ช่วงระยะหลังบริษัทได้ขยายฐานการรักษาไปยังระดับทุติยภูมิในพื้นที่ภูมิภาคบางส่วนมากยิ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลหลักของบริษัทจำนวน 5 ตราเป็นที่รู้จักอย่างดีในกลุ่มคนไทย คือ โรงพยาบาลกรุงเทพ (19 แห่ง) โรงพยาบาลสมิติเวช (5 แห่ง) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (1 แห่ง) โรงพยาบาลพญาไท (5 แห่ง) และ โรงพยาบาลเปาโล (3 แห่ง) ส่วนโรงพยาบาล 2 แห่งในประเทศกัมพูชาดำเนินงานภายใต้ชื่อ Royal International Hospital นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงพยาบาลอีก 6 แห่งที่ดำเนินงานภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลท้องถิ่นด้วย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 บริษัทมีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยในทั้งสิ้น 5,534 เตียง โดยฐานลูกค้าของบริษัทครอบคลุมกลุ่มคนไข้ระดับกลางถึงระดับบนในหลากหลายทำเลพร้อมกันนี้ บริษัทยังประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินการวันที่ 1 ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 อัตราจ่ายเป็นเงินสด 0.042 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 6 พ.ย. 2558 ทั้งนี้ กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พ.ย. 2558,*BWG แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน,สรุปหุ้น 10 อันดับแรกที่มีผลกดดัชนีวันนี้ (27 ต.ค.) S50Z15 / ราคาปิด 921.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.40 จุดคาดว่า SET แกว่งตัวในกรอบ 1,420-1,430 จุด แกว่งตัว sidewayนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมเฟดจะเสร็จสิ้นลงในวันพุธตามเวลาสหรัฐ ขณะที่นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานเฟดได้กล่าวแสดงความเห็นเมื่อเร็วๆนี้ว่า การตัดสินใจของเฟดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใดนั้น เฟดจะพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง เป็นปัจจัยสำคัญ。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?