The Debate | Opinion

mafia 808 เครดิต ฟรี 1️⃣2021: The US Can’t Blame Pakistan for Its Failure in Afghanistan

xo00771️⃣LOOK618, S50U15 / ราคาปิด 929.10 จุด เปลี่ยนแปลง -1.30 จุด รีบด่วน! เหลือ 5 วัน DTAC เตือนลงทะเบียนซิม ก่อนโทรออก-ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้โดย Woyskovitsy และ Severnaya ประกอบกิจการไก่ครบวงจรในประเทศรัสเซีย เริ่มตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเพาะพันธุ์สัตว์ การฟักไข่ การเลี้ยงสัตว์ และการแปรรูปขั้นพื้นฐาน โดยคาดว่าการซื้อกิจการครั้งแรกจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 58 ทั้งนี้ภายหลังจากที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนตาที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น" จากอิทธิพลของ Hammer ที่เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณบวกจาก RSI ทำให้เชื่อว่า HANA จะสามารถดีดตัวขึ้นได้ เพื่อทดสอบแนวต้านแรกที่ 35.00 บาท หากผ่านได้มีโอกาสทดสอบแนวต้าน SMA 25 วัน ที่ 37.50 บาท" IFEC ราคาปิด 11.40ทั้งนี้ CPF Netherlands ได้เข้าทำสัญญา (สัญญาซื้อขายหุ้น) กับ Agro-Invest Brinky B.V.(ผู้ขาย) เพื่อเข้าซื้อหุ้นที่ออกจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทในประเทศรัสเซีย (บริษัทใหม่ในรัสเซีย) ซึ่งผู้ขายจะจัดตั้งขึ้นก่อนวันที่ 31 ส.ค.58 ทั้งนี้ก่อนการซื้อกิจการครั้งแรกจะเสร็จสมบูรณ์ บริษัทใหม่ในรัสเซียจะต้องเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 80 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ CJSC Poultry Parent Stock Production Woyskovitsy (Woyskovitsy) และ ของ CJSC Poultry Production Severnaya (Severnaya) (รวมเรียกว่า บริษัทเป้าหมาย)อนึ่ง ก่อนหน้านี้ TUF ได้กำหนดการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 795.30 ล้านหุ้น ให้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จำนวน 6 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 16 บาท เพื่อระดมทุนประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 13,200 ล้านบาท รองรับซื้อบัมเบิ้ล บี โดยกำหนดวันจองซื้อวันที่ 20-24 ก.ค.ANAN ประกอบธุรกิจพัฒนาและขายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ บริษัทก่อตั้งในปี 2542 โดยตระกูลเรืองกฤตยา เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2555 ณ เดือนเมษายน 2558 นายชานนท์ เรืองกฤตยาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วน 50.1% ของหุ้นทั้งหมด KTP ทะยานกว่า 10% หลังมีข่าวกลุ่มทุนอสังหาฯ รายใหญ่จะเข้าร่วมทุน-เทกโอเวอร์ก่อนหน้า นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA ระบุเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 58 ว่า บริษัทจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาปรับเพิ่มหมายยอดขายและรายได้ในปีนี้ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกทำได้ดีกว่าคาดมาก และเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอีก อาซีฟา เคาะราคา IPO ที่ 3.70 บาท ขาย 28-29,31 ก.ค.เทรด 5 ส.ค.,ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้น PT ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 9.90-10.00 บาท แนวต้าน 10.40-10.80 // 11.20 บาทแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ค.) เป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์คงไม่มีประเด็นตื่นเต้น ดัชนีคงแกว่งตัวในกรอบและวอลุ่มเทรดบาง เนื่องจากคนยังไม่เชื่อมั่น หลายคนคงรอดูทิศทางตลาดก่อน และรอปดาห์หน้าจะมีการประชุม FOMC ว่าจะมีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไร พร้อมให้แนวรับ 1,440-1,430 จุด ส่วนแนวต้าน 1,460 จุดสำหรับเหตุผลในการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีความต้องการเงินทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์สำหรับระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสง และขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น ในจ.นครราชสีมา เชียงใหม่ และขอนแก่น นอกจากนี้จะนำเงินทุนส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนหมุนเวียน และเพิ่มสภาพคล่องสำหรับการดำเนินธุรกิจการให้บริการอินเตอร์เน็ตของบริษัท, SET สัปดาห์หน้าแกว่ง Sideway Down จับตาตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ-การประชุมเฟดนายนรากร กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าผลการดำเนินการในปี 58 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไร แม้ในช่วงครึ่งแรกปีนี้อาจจะยังมีผลขาดทุนอยู่ก็ตาม เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนของการรับงานในกลุ่มรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในครึ่งปีหลังที่จะเน้นรับงานที่ให้อัตรากำไร(มาร์จิ้น)สูง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ตัดราคาเพื่อให้มีปริมาณงานมากขึ้น ส่งผลให้งานมีมาร์จิ้นต่ำ อีกทั้งบริษัทยังหันมารุกธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 35% และมีอัตรากำไรสุทธิ 11-12% TIPCO ราคาต่ำกว่า NAV ที่ถือใน TASCO อยู่ 50%: TASCO เป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้งพื้นฐาน โดย Consensus คาดการณ์กำไร 2Q15-3Q15 เติบโตแกร่ง ส่งผลราคาหุ้นฟื้นตัวทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 24.40 บาท ซึ่งเป็นโอกาสในการ เก็งกำไร TIPCO ที่ถือหุ้น 24.1% ใน TASCO โดยราคาปัจจุบันของ TIPCO มี Discount จาก NAV ที่ถือหุ้นใน TASCO อยู่ 50% (ดูกราฟด้านล่าง) ซึ่งจะเห็นว่าในอดีต TIPCO จะซื้อขายที่ Premium จาก NAV ที่ถือหุ้น TASCO ประเมินแนวต้าน 13.10-13.30 บาท และถัดไปที่ 14.0/15.0 บาทTIPCO ราคาต่ำกว่า NAV ที่ถือใน TASCO อยู่ 50%: TASCO เป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้งพื้นฐาน โดย Consensus คาดการณ์กำไร 2Q15-3Q15 เติบโตแกร่ง ส่งผลราคาหุ้นฟื้นตัวทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 24.40 บาท ซึ่งเป็นโอกาสในการ เก็งกำไร TIPCO ที่ถือหุ้น 24.1% ใน TASCO โดยราคาปัจจุบันของ TIPCO มี Discount จาก NAV ที่ถือหุ้นใน TASCO อยู่ 50% (ดูกราฟด้านล่าง) ซึ่งจะเห็นว่าในอดีต TIPCO จะซื้อขายที่ Premium จาก NAV ที่ถือหุ้น TASCO ประเมินแนวต้าน 13.10-13.30 บาท และถัดไปที่ 14.0/15.0 บาท。

IVL (Bt 25.75 แนะนำยืมหุ้น short เพื่อรอซื้อคืนที่แนวรับ)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนดิ่งลง 7.7% เมื่อเวลาประมาณ 13.58 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดในรอบ 8 ปี SET lndex ภาคบ่าย ลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,453 จุด หากผ่านได้คาดว่าจะไปต่อเพื่อทดสอบ 1,455 และ 1,457 จุด อย่างไรก็ตามหากเกิดกรณีเลวร้าน ดัชนีพลิกกลับลงมาต่ำกว่า 1,446 จุด จะเป็นสัญญาณลบต่อเนื่องจนถึงวันพรุ่งนี้ และน่าจะทำให้ดัชนีต้องลงมาทดสอบแถว 1,442 จุดอีกรอบ、พร้อมทั้งคาดว่าในไตรมาส 2/58 บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS จะสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น คาดว่ามาจากการที่บริษัทมีฐานลูกค้าบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้น 1 ประมาณล้านราย ส่งผลให้ไตรมาส 2/58 บริษัทมีฐานลูกค้ารวมประมาณ 1.8 ล้านราย จากเป้าหมาย 2 ล้านรายในปีนี้ และคาดว่าจะมีลูกค้าเกินเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน คมนาคม เตรียมชงครม.ต่ออายุมาตรการรถเมล์-รถไฟฟรีอีก 3 เดือนส่วนความคืบหน้าของโรงไฟฟ้าไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 51% นั้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในปี 58 ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.60 โดยโครงการมีกำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 180-300 ตัน/ชั่วโมง ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำกับบมจ.ไออาร์พีซี ( IRPC) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในระยะแรกนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟฟ้า 45 เมกะวัตต์ และไอน้ำสูงสุด 100 ตัน/ชั่วโมงให้กับ IRPC,นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาเครื่องคว้านเมล็ดลำใย คาดว่าจะนำไปแสดงในงานเทศกาลลำใยที่จังหวัดลำพูนช่วงกลางเดือน ส.ค. สำหรับแผนการซื้อกิจการธุรกิจผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงาน โดยบริษัท ยูเรกา ออโตเมชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยนั้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือนก.ย. หลังจากได้ทำการตรวจสอบสถานะสินทรัพย์(Due Diligence) แล้วเสร็จทั้งหมด มูลค่าลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท โดยเงินลงทุนจะมาจากการออกตั๋วเงินกู้ระยะสั้น (B/E),CFRESH (ปิด 7.90 บาท) ราคาเหมาะสมทางพื้นฐาน 10.10 บาท ดัชนี 1,440.94 เปลี่ยนแปลง -3.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 14,875 ลบ. ดังนั้น ประเมินว่าราคาทองแนวโน้มหลักยังแกว่งตัวอยู่ในช่วงขาลง จากแนวต้านสัญญาณ DEAD CROSS ยังคงกดดันอยู่ ทำให้ราคาทองปรับลงต่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการลงจะไม่แรงมากและมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นจากแรงหนุนภาวะลงแรงมากเกินไป และค่าสัญญาณ RSI ลงมาในเขต OVER SOLD อย่างมาก แต่จะปรับขึ้นไม่มากเนื่องจากแนวโน้มลงยังกดดันอยู่ แนวรับ 1,075- 1,070 เหรียญต่อทรอยออนซ์ แนวต้าน 1,115- 1,120 เหรียญต่อทรอยออนซ์อนึ่ง ก่อนหน้านี้ TUF ได้กำหนดการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 795.30 ล้านหุ้น ให้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จำนวน 6 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 16 บาท เพื่อระดมทุนประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 13,200 ล้านบาท รองรับซื้อบัมเบิ้ล บี โดยกำหนดวันจองซื้อวันที่ 20-24 ก.ค.สำหรับที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกับทางผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่มรุจิกาญจนาว่าจะแบ่งขายหุ้นออกมาเท่าไร ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วโดยไม่มีปัญหาเรื่องราคาเสนอซื้อ ทั้งนี้ได้ยื่นมูลค่าทางบัญชี ผลขาดทุนที่ผ่านมา แผนการเติบโตของ DIMET หลังจากเสร็จสิ้นการทำเทนเดอร์ฯ ในไตรมาส 4/58 ก็จะมีการหารือกับทาง DIMET ถึงการวางแผนธุรกิจของบริษัทร่วมกันทั้งนี้ PTT PMMA อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกพอลิเมทิลเมทาคริเลต ภายใน WEcoZi โดยมีความต้องการจะรับไฟฟ้า ไอน้ำ น้ำปราศจากแร่ธาตุ น้ำเย็น และอากาศอัดสำหรับอุปกรณ์ควบคุมจาก GPSC ภายในไตรมาสที่ 3/60สำหรับหุ้นที่ขึ้นแรงประจำวันนี้ (24 ก.ค.) ได้แก่ดังนั้น บริษัทเห็นว่าเป็นการสมควรที่บริษัทจะได้แจ้งให้นักลงทุนทราบถึงเหตุการณ์ที่อาจมีผลทำให้ข้อมูลในหนังสือชี้ชวนของบริษัทฯ เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ตัดสินใจระงับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจงไว้ก่อน ในการนี้ หากภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้พิจารณาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง、 ภาพของการฟื้นตัวดังกล่าว หากอ้างอิงวิธีการวิเคราะห์เทคนิค คาดว่าจะมี Momentum ที่ทำให้เกิด Technical Rebound ต่อเนื่องได้อีกระยะ แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดๆเข้ามา จะมีก็แต่ปัจจัยลบที่ยังคงรุมล้อมและเพิ่มเรื่องเข้ามาตลอด ล่าสุด ก.พาณิชย์ ได้มีการทบทวนตัวเลขส่งออกปีนี้จากเดิมว่าจะขยายตัว 1.2% อาจปรับลดลงเหลือ 0-0.5% นอกจากนี้มุมมองที่ย่ำแย่ต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง (2H58) ของสำนักวิเคราห์ต่างๆจนนำไปสู่กระแสปรับลดประมาณการณ์กำไรตลาดปี 2558 ก็เป็นตัวกดที่ทำให้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้ยาก เนื่องจาก Valuation แพงสวนกับ Earning ที่ปรับลดลง ดัชนีจึงน่าจะมีพื้นที่ฟื้นตัวจำกัด ประเมินแนวต้านทางเทคนิคไว้ที่ 1,457 และ 1,472 จุดภาครวมตลาดภาคเช้า : ดัชนี SET ช่วงเช้า ปิดตัวที่ระดับ 1,440.97 จุด (-3.75, -0.26%) โดยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งช่วงเช้า แกว่งตัวในกรอบ 1,433.01-1,441.92 โดยได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงตาม พร้อมกับแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยคาดว่าเป็นผลจากการ Sell on Fact หลังจากผลประกอบการไตรมาส2 ได้ออกมา ส่วนหุ้นที่ช่วยพยุงดัชนีไว้ คือหุ้นกลุ่มสื่อสารที่มี Sentiment เชิงบวก ต่อการประมูล 4G ที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. นี้ เรายังคงมองกรอบการเคลื่อนไหวของ BTS จะยังอยู่ที่ 9.90 10.30 บาท สักระยะ โดยมีช่วงน่าเก็บสะสมคือช่วงที่ราคาลงมาพักตัวที่บริเวณ 9.90-10.10 บาท เพื่อหวังราคาสามารถเคลื่อนทะลุกรอบแนวต้าน 10.30 บาท หากเกิดขึ้นตั้งเป้าหมายทำกำไรที่ 10.70 บาทดังนั้น ประเมินว่าราคาทองแนวโน้มหลักยังแกว่งตัวอยู่ในช่วงขาลง จากแนวต้านสัญญาณ DEAD CROSS ยังคงกดดันอยู่ ทำให้ราคาทองปรับลงต่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการลงจะไม่แรงมากและมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นจากแรงหนุนภาวะลงแรงมากเกินไป และค่าสัญญาณ RSI ลงมาในเขต OVER SOLD อย่างมาก แต่จะปรับขึ้นไม่มากเนื่องจากแนวโน้มลงยังกดดันอยู่ แนวรับ 1,075- 1,070 เหรียญต่อทรอยออนซ์ แนวต้าน 1,115- 1,120 เหรียญต่อทรอยออนซ์,ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาทวันที่ 17 ก.ค.58 อยู่ที่ 5,375.8 พันล้านบาท จากวันที่ 10 ก.ค. 58อยู่ที่ 5,389.7 พันล้านบาทTIPCO ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นหลังพักตัวสร้างฐานไม่หลุดแนวเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือน ด้วยแท่งเทียนรูปแบบ Piercing Line เครื่องมือ DI+ เริ่มชี้ขึ้น เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกบริเวณ 13.30 บาท และเป้าหมายถัดไปที่ 14.00 บาท。

Pakistan was a factor but by no means the most significant one in the Taliban’s rapid takeover.

The US Can’t Blame Pakistan for Its Failure in Afghanistan
Credit: Depositphotos

With the Taliban exacting a humiliating defeat on the United States after a 20-year effort at nation-building, with the rapid collapse of the Afghan government, some are desperate to look for a scapegoat. Since the announcement of the withdrawal of U.S. forces, a vicious propaganda campaign has been unleashed against Pakistan, as leaders in the U.S., Britain, Canada, and Europe are unable to explain the loss of precious lives and trillions of dollars over the past two decades to their public. Now that it is clear these countries achieved nothing in Afghanistan, who are they going to blame for it? This is where Pakistan enters the picture.

The argument is simple: The Taliban beat the United States, and Pakistan supports the Taliban. In this story, Pakistan is the behemoth that helped the Taliban to win across Afghanistan. The narrative intentionally ignores the role of other neighboring countries, such as Iran, who backed the Taliban in Helmand to control the Helmand River, which provides water to a million people in Iran. Instead the Taliban are portrayed as a creation of Pakistan, which Pakistan continues to fund with the roughly $30 billion it has received from the United States since 2001. Ironically, the $1 trillion spent by the U.S. in Afghanistan during the same time period failed to negate the effect of the $30 billion given to Pakistan.

This fairy tale propagated across Western media is intended to hide the true causes that fueled the resistance movement, which point the finger of blame at what had been previously called the International Security Assistance Force (ISAF) in Afghanistan. ISAF was commonly referred to as “I Saw Americans Fighting” by U.S. forces, since other countries in the Western alliance never believed in the U.S. project and never committed to the fight. The British did try for a short period of time but were quick to retreat, handing all responsibility of fighting back to the United States, as symbolized by their withdrawal from Sangin in 2010. While these foreign soldiers dreamt of returning to their homes thousands of miles away, for the Taliban – a localized and indigenous insurgency – Afghanistan is home. This lack of commitment to the fight, further aggravated by “green on blue attacks” perpetrated by Afghan forces, ensured that non-U.S. ISAF forces spent most of their time inside their bases. That one of many reasons why the West were never going to win.

Another factor that contributed to defeat were the local Afghan partners of the United States, according to the office of the Special Inspector General for Afghanistan Reconstruction (SIGAR), an office created by the U.S. Congress to monitor U.S. spending on Afghanistan. SIGAR’s annual reports often included scathing criticism of the Afghan government. It stated that the corruption of the United States’ Afghan partners was critical in undermining strategic U.S. objectives. Washington had allied itself with criminal war lords that committed heinous crimes against the local population, but they were allowed to behave with impunity simply because they were America’s partners.

A classic example was Ahmed Wali Karzai, the half-brother of former Afghan President Hamid Karzai. On the payroll of the CIA, he was the embodiment of corruption and criminality, as he ravaged the local population. Warlords like Wali Karzai allowed the Taliban to gain control of the rural districts, which hold the majority of the Afghan population. Local people saw the Taliban as a better alternative to the rulers imposed upon them by the United States. Even before the announcement of the U.S. withdrawal, the Taliban controlled large parts of Afghanistan, running their own shadow government. According to U.S. estimates, by 2018 the Afghan government was only in control of 54 percent of districts across Afghanistan.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

With respect to the Taliban’s financing, the West continues to focus on the $30 billion given to Pakistan over 20 years, ignoring the $144 billion spent on Afghanistan’s reconstruction, some of which benefitted the Taliban instead due to the corruption within the Afghan government. In addition, the Taliban were collecting tax revenues from the areas they controlled and financing their resistance through the drug trade. Due to the localized nature of the Taliban, they were adept at developing and maintaining their own sources of funds, without requiring significant outside help. Despite the availability of this information, there seems to be a focus on Pakistan’s funding.

However, the singular most significant factor behind the Taliban’s success was the occupation itself – the presence of people on Afghan land who did not belong. That fact alone drove ordinary Afghans to join the Taliban. Occupation forces brutalized Afghans in night raids, looked down upon them and saw them as belonging to an inferior culture. To the imperialist, occupation is their gift to the “uncivilized.” Such men can never understand the indignity of occupation or the true cause of their failure: Their very existence as armed invaders in a foreign land, where they were never welcomed. The United States gave itself an impossible mission in Afghanistan and when it failed, looked for every excuse, when all they needed to do was look in the mirror. It took the Americans two decades to realize that they were the fuel for the fire, and the only solution was to withdraw.

Unfortunately, Pakistan cannot withdraw, as it shares a 2,600-plus kilometer border with Afghanistan. It does not have the luxury of packing up and leaving like the Soviet Union or the United States. Instead, Islamabad must strive for the best possible outcome for itself, given the actions of foreign invaders that have devastated Afghanistan. Indeed, for the past five decades, Pakistan has only reacted to realities created by global superpowers, first with the occupation of Afghanistan by the Soviet Union and then later by the United States. It had little choice in either situation, as its policy was dictated by existential concerns.

If the Soviet occupation of a landlocked Afghanistan had succeeded, Pakistan would have been next, as it would have provided the Soviets access to warm waters. Pakistan did not have a choice but to support the mujahideen resistance. Similarly, when the United States invaded Afghanistan, Pakistan readily assisted, leading to a swift victory. But then the U.S. opened Afghanistan to India – Pakistan’s mortal enemy – going onto sign a nuclear deal with India, signaling it as the new U.S. strategic partner in the region. Pakistan now faced the threat of strategic encirclement. Once again, Pakistan’s choice had been made for it, by another superpower.

In response, Pakistan increased its cooperation with China and never looked back. The United States must have understood that Pakistan is not going to act against its own interests, creating an existential threat for itself by empowering India in Afghanistan, at the behest of a superpower that abandoned Pakistan after the Soviet withdrawal in the 1990s. Ironically, the consequence of the U.S. abandonment of Afghanistan in the early 1990s, paved the way for the Taliban to take control of Afghanistan in the first place.

Contrary to popular opinion, Pakistan did not create the Taliban, only deciding to support the group after they seemed likely to succeed against the mujahideen. The Taliban brought the brutal civil war of the 1990s to an end. Their only request to Pakistan at the time was to not support the mujahideen against the Taliban and not to disrupt their supply lines. Pakistan agreed to this request, asking the Taliban to ensure that India would not be allowed to use Afghanistan as a base to attack Pakistan under Taliban rule.

This was the exact request made by Pakistan to the United States after it invaded Afghanistan. Unfortunately, after the initial success in both Afghanistan and Iraq, as the U.S. began to focus on China, it decided to ally itself with India to counter China and its relationship with Pakistan was the casualty. Washington continued to ask Pakistan “to do more” while rewarding India, and thus lost Pakistan as an ally in Afghanistan. The United States turned its most important ally in Afghanistan into a rival, albeit implicitly. Just like President George W. Bush lost the support of Iran in Afghanistan by labeling them as part of the “axis of evil,” similarly the U.S. lost Pakistan by failing to maintain the balance in its relationship between India and Pakistan.

Despite the above, a $20 trillion economy continues to blame a $300 billion economy for its own failures. That might help U.S. politicians in generating support for policies against Pakistan, but it will not change the situation in Afghanistan. Pakistan was a factor but by no means the most significant one in the Taliban’s rapid takeover. The primary reason behind the resistance had always been the foreign occupation, and even in the absence of Pakistani support, the Taliban would have survived and thrived. However, a true alliance with Pakistan would have allowed the United States to pull out earlier, at a lower cost in terms of both lives and money, and with a significantly better post-war arrangement in Afghanistan.

In conclusion, it is time for the United States to realize that it cannot coerce Pakistan to act against its own interests or hold it responsible for its own failures. And if it continues down this road, its relationship with Pakistan might only get worse, as the United States focuses its attention on its peer competitor China, after eliminating the distractions of Iraq and Afghanistan that allowed China two decades of unimpeded growth. Being China’s closest ally, Pakistan will continue to pose a challenge for the U.S. for decades to come.

However, if Washington wants to change the calculus, then it must start by ending the propaganda campaign against Pakistan and own the consequences of its policies, which forced Pakistan to recalibrate its position on Afghanistan and pushed it into the arms of China. Continuing to malign Pakistan has not worked over the past two decades. To expect that to change would be the definition of insanity.