China Power | Economy | East Asia

mm88bet.member: The Real Cause of China’s Alibaba Crackdown

ดู ผล สลาก รางวัล, แนะนำซื้อ TOP โดยมีแนวรับที่ 56.75 และ 56.50 และมีแนวต้านที่ 59.00 และ 60.00 เป็นจุดขายทำกำไรขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือEARTHปิดตลาดอยู่ที่ 4.64 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.43% สูงสุด 4.70 บาท ต่ำสุด 4.64 บาท มูลค่าการซื้อขาย 28.91 ล้านบาทราคาปิด 11.70 แนวรับ 11.60-11.30 แนวต้าน 12.20-12.40 , 12.60-13นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กล่าวว่า โดยการแข่งขันในขณะนี้ยังมีผู้แข่งขันเคาะราคาสู้กันอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเคาะราคาสู้กันไปอีกอย่างน้อย 3 รอบ , L E ปี 59 ลุยธุรกิจเต็มสูบ-หวังรายได้ปีหน้าเติบโตอย่างน้อย 15-20%ขณะที่แรงซื้อขายสุทธิใน DW28 มีแรงซื้อสุทธิใน S5028P1512A 1.9 ล้านหน่วย นอกจากนี้ มีแรงซื้อสุทธิใน JAS28C1602B และ PTTG28C1602A ขณะที่มีแรงขายสุทธิใน STEC28C1604A 10.0 ล้านหน่วย และ TPIP28C1603A 1.0 ล้านหน่วย ตามลำดับคาดดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบ เรามอง SET ปรับตัวลงสวนทาง TIP Market ซึ่งปรับตัวบวก จากความกังวลในการประมูลคลื่น 4G ที่ยืดเยื้อ ทำให้มองการปรับตัวลงจะเริ่มจำกัด เราแนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ITD CK และ STEC โดยคงมุมมองว่าปีหน้าจะเป็นปีทองสำหรับธุรกิจก่อสร้าง และแนะนำเก็งกำไร กลุ่มที่จะได้รับงานวางโครงข่าย 4G PCA, CSS และ AIT แนวรับ : 3.10 และ 3.08ดู ผล สลาก รางวัล、รอบที่ 27 ในชุดที่ 1 กลับมามีผู้เข้าร่วมแข่งราคาเพิ่ม 1 ราย เคาะราคาที่ 23,872 ล้านบาท ส่วนชุดที่ 2 มีผู้เสนอราคา 1 ราย ราคาเพิ่มเป็น 25,464 ล้านบาทWORKซื้อเมื่อทะลุ 43.25 บาท เป้าหมาย 46 บาทความเห็น: แรงเหวี่ยง 13.80; ให้ขายตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 13รอบที่ 51 การประมูลยังคงเข้มข้น ในชุดที่1 มีผู้เสนอราคา 2รายเช่นเดิมราคาเพิ่มมาเป็น 31,832 ล้านบาท และในชุดที่ 2 มีผู้เสนอราคา 1ราย ราคาปรับขึ้นมาเป็น 33,424 ล้านบาท ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 82-89 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 81.50 บาทอย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งคือ DW หุ้นไอซีที ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดประมูลคลื่น 1800 วานนี้ และไม่มีทีท่าว่าการประมูลจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มไอซีทีเคลื่อนไหวผันผวน สำหรับ DW28 ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ADVA28C1602A ซึ่งปรับตัวลง -8.3% ADVA28P1604A ซึ่งปรับตัวขึ้น +2.9% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปิดตลาด -1.3% DTAC28C1602A -14.8%เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -2.8% และ TRUE28C1601A -8.2% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -2.0% เป็นต้นEARTHแนวรับ 4.58 บาท แนวต้าน 4.80 บาทขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 20.48ล้านบาท หรือ 0.0261บาทต่อหุ้น ลดลง 62.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 54.87ล้านบาท หรือ 0.1012บาทต่อหุ้น TVD ทรุดหนัก! Q3/58 ขาดทุนเพิ่มเป็น 62.40 ลบ. หลังเจอปัญหาค่าใช้จ่ายและต้นุทนพุ่ง ,ขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีค่ากว่า 52% ซึ่งเป็นระดับที่ยังไม่น่ากังวล ส่วนในระยะยาว ความต้องการพลังงานสำหรับโครงการรถไฟฟ้าจะกระตุ้นทั้งการผลิตไฟฟ้าและการสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยและความต้องการน้ำมันสำหรับอากาศยานและเรือมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาสู่สังคมเมืองจะทำให้มีการเคลื่อน ย้ายแรงงานจากภาคเกษตรสู่ภาคบริการที่มีรายได้สูงกว่าซึ่งอาจทำให้การขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ความสลับซับซ้อนของระบบคมนาคมในประเทศจะก่อให้เกิดโอกาสการลงทุนในระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อจัดระเบียบการขนส่งและโลจิสติกส์ให้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นมากขึ้น ทั้งยังสร้างโอกาสให้ไทยก้าวไปเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้ในอนาคต ตลาดหุ้นเอเชียขยับลงเช้านี้ หลังเยนแข็งกดตลาดหุ้นญี่ปุ่นอ่อนตัว? SET เสี่ยงเจอแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน คัด 4 หุ้นเด็ด! น่าสะสมช่วงดัชนีอ่อนตัวขณะที่ต้องจับตาการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศหลักๆ ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐที่มีแนวโน้มในเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือว่าเป็นการสร้างความผันผวนในตลาดเงินที่ต้องระมัดระวังบริษัท ล็อกซเล่ย์จำกัด (มหาชน) หรือ LOXLEYแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 100.89ล้านบาทหรือมีกำไรสุทธิ 0.04 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 0.44% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 100.45 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.05 บาทต่อหุ้น。

ส่วนชุดที่ 2 ราคาประมูลชั่วโมงแรกราคาประมูลขึ้นมาที่ 18,300 ล้านบาท โดยชุดที่ 2 มีเอกชนเข้าร่วมเคาะราคา 3 รายตั้งแต่รอบแรกเคาะที่ราคา 16,708 ล้านบาท รอบที่ 2 มีผู้แข่งราคา 2 ราย เคาะราคาที่ 17,504 ล้านบาท ส่วนอีกราย อาจจะใช้สิทธิไม่เสนอราคา(Waiver) หรืออาจจะเป็นผู้ชนะชั่วคราวในรอบที่แล้วและใช้สิทธิยืนราคาเดิม และรอบ 3 ได้มีผู้เข้าแข่งราคา 2 ราย ที่ราคา 18,300 ล้านบาทระหว่างนี้รอการประมูลรอบที่ 4 โดยชุดที่ 2 ราคาเคาะขึ้นไปที่ 19,096 ล้านบาท ส่วนชุดที่ 1 ยังยืนราคาเดิม ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 88.80 ล้านบาท หรือ 0.051 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 51.72 ล้านบาท หรือ 0.0559 บาทต่อหุ้นขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 189.73 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.45 บาทต่อหุ้น ลดลง 7.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 206.09 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อสุทธิ 1.25 บาทต่อหุ้นขณะที่ในระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านการคลัง พลังงาน แรงงาน เทคโนโลยี และการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า อีไอซีประเมินว่าการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้นให้ GDP เติบโตได้ราว 0.3%-1% ต่อปีและก่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน (crowding-in) เพิ่มกว่า 3% ตามมาส่วนงานอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ บริษัทเปิดไปแล้วจำนวน 2 โครงการ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 60% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 60 และโครงการที่ 2 คือ โครงการ ปาล์มมิโอ อมตะนคร มูลค่าโครงการ 261 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขาย 10% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 59 แนวกราฟของ MILL น่าสนใจตรงที่ราคาหุ้นค่อนข้าง bottom และดีดตัวขึ้นเมื่อวานนี้ขึ้นมาชนเส้นกดทัน ทำให้ MACD โค้งขึ้นเป็นสัญญาณ rebound และกราฟตัดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 10+25 วันแล้ว นี่คือสัญญาณการไปต่อ มีต้านสำคัญ 1.85-1.90 บาทถึงสัปดาห์หน้า SVH ดูดี!ไตรมาส 3/58 มีกำไรสุทธิ 342.06 ลบ.,แนวรับ : 62.75 61ส่วนงวด 9 เดือน 2558 มีกำไรสุทธิ 921.24 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.3099 บาท เพิ่มขึ้น5.38% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 874.22 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.2951 บาทเนื่องจากค่าใช้จ่ายการขายลดลง อีกทั้งมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นทั้งนี้เมื่อการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรางแล้วเสร็จจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองและสร้างโอกาสทางธุรกิจทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยการพัฒนาทางรางจะสร้างความเป็นเมือง (urbanization) มากขึ้น。 ขณะที่แรงซื้อขายสุทธิใน DW28 มีแรงซื้อสุทธิใน S5028P1512A 1.9 ล้านหน่วย นอกจากนี้ มีแรงซื้อสุทธิใน JAS28C1602B และ PTTG28C1602A ขณะที่มีแรงขายสุทธิใน STEC28C1604A 10.0 ล้านหน่วย และ TPIP28C1603A 1.0 ล้านหน่วย ตามลำดับ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่บริษัทก็ยังเชื่อมั่นว่าในช่วงที่เหลือของปีจะยังสามารถเติบโตได้ดี เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยบริษัทมีแผนออกโปรโมชั่นต่างๆ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่โดยออกเป็น Gift Box , Gift Bag ของขวัญให้ลูกค้าได้เลือกสรร อีกทั้งจัดกิจกรรมกับลูกค้าสมาชิกเพื่อกระตุ้นยอดขาย และออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดอีกด้วย นายแพทย์สุวิน กล่าวดู ผล สลาก รางวัล ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 88.80 ล้านบาท หรือ 0.051 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 51.72 ล้านบาท หรือ 0.0559 บาทต่อหุ้นสำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 1.18 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิด (12 พ.ย.) ที่ 41.75 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค.ที่ตลาดลอนดอน ลดลง 1.75 ดอลลาร์ หรือ 3.8% ปิดที่ระดับ 44.06 ดอลลาร์/บาร์เรล มูลค่าการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(Total DW Turnover) 2,186.77 ล้านบาท Update: ประมูล 4G รอบ 75 ก่อนพัก ยอดรวมพุ่ง 7.34 หมื่นลบ. ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงหลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดบ. SVH ดูดี!ไตรมาส 3/58 มีกำไรสุทธิ 342.06 ลบ.。

Political intrigue? Personal grudges? There’s a more basic cause for Alibaba’s ill fortune: The company threatens China’s monetary authority.

The Real Cause of China’s Alibaba Crackdown
Credit: Depositphotos

On August 23, the Central Commission for Discipline Inspection announced an anti-corruption investigation targeting Zhou Jiangyong, the party secretary of Hangzhou. Hangzhou is the city where the famous tech monolith Alibaba and its subsidiary Ant Group are headquartered, and Zhou’s fall is reportedly associated with scandals of his family members covertly holding a great amount of Ant Group’s shares.

The news certainly deals another blow to Alibaba’s already precarious position. Since the $37 billion IPO of Ant Group, predicted to be the largest IPO in the world if successful, was abruptly suspended by regulators last November, Alibaba and its founder Jack Ma have been continuously under enormous political pressure. Some observers attribute Alibaba’s current predicament to Ma’s defiant attacks on the financial regulators of China before the IPO. Others describe Alibaba’s experience more generally as an example of the crackdown on the private sector by the Chinese Communist Party, which is increasingly reasserting control over the economy.

However, very few have elaborated how exactly Alibaba and its mobile payment system, Alipay, might generate financial risks, and what specific problems they create for the regulators. Nor do many link Alibaba’s drama to another hot spot: the issuance of digital renminbi by the People’s Bank of China (PBOC). In fact, as this article will try to illustrate, the two stories are deeply related. The tension between Alibaba and the monetary authority of China lies in the nature of a privately operated mobile payment system.

In the early 2010s, Alipay, originally a payment processor that Alibaba created to facilitate online shopping transactions, grew into the largest mobile payment platform in the world, thanks to the widespread use of smartphones in China. Alipay significantly improves the efficiency and convenience of money transactions: People who put money in their Alipay accounts simply use their smartphones to scan each other’s QR code, and the transactions will be immediately processed, exempting them from the troubles of using cash or cards. If they want, they can also withdraw the money back to any bank account they choose to link with Alipay at any time. Gradually, people from all walks of life in China started using Alipay for their daily monetary transactions. In restaurants, shopping malls, or supermarkets, one can see Alipay’s QR code everywhere. It is no wonder that some exclaim that in China even beggars accept Alipay.

Behind the pervasive use of Alipay, however, is a thrillingly delicate financial arrangement. In China, the fiat currency is renminbi (RMB), whose supply is exclusively controlled by PBOC. Things become a little different if a person puts RMB in her Alipay account and uses it for transactions. When this person scans the QR code and transfers a set number to another Alipay account, she has every reason to believe that she is using RMB – but she is not. Instead, Alipay users are transferring a currency issued by Alibaba, whose exchange rate with the RMB happens to be 1:1. What endorses this invisible currency and maintains the 1:1 exchange rate is Alibaba’s own RMB reserves.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

If this sounds confusing, then just imagine the most extreme scenario – if Alibaba goes bankrupt. The numbers in an Alipay account would be worth nothing. Users would not be able to convert those numbers back to RMB, unless the government intervenes.

To those familiar with monetary theories, this should come as no surprise. They would say that the numbers in an Alipay account constitute what economists call “checkable deposits,” which are part of the monetary supply that any normal commercial bank can influence. Therefore, they do not distinguish using Alipay from swiping a debit card issued by a bank, except the former requires a QR code while the latter a POS machine. This argument may be true in theory, but three problems complicate the situation of Alipay in reality.

The first, and the most obvious, problem is that Alibaba is not a commercial bank, and therefore not covered by the conventional regulatory system that applies to banking. While a commercial bank must face scrutiny by the central bank and other financial regulators –for example, regularly reporting its reserves – Alibaba as a tech company is free from such supervision. Hence, by managing a mobile payment system without much constraint, Alibaba has gained a dangerous privilege in the financial system. The central bank is understandably concerned about it. What if Alibaba began to manipulate its currency through the Alipay system by, for instance, boosting some people’s Alipay accounts to curry favor with them? The numbers can be created out of thin air without being backed by real RMB, but they have real purchasing power. China’s regulators would not be able to detect or stop such irregularities in time.

The second problem, not surprisingly, is Alipay’s extreme popularity. PBOC must be ill at ease with the massive use of a private mobile payment system. After all, how can the monetary authority uses its policies to effectively maintain financial and economic stability if the majority of grassroot transactions in China take place through a non-RMB currency? It is totally foreseeable that, left unchecked, the business of Alipay will continue to grow, and one day the central bank might need Alibaba’s support or even approval in order to achieve its monetary policy objectives. PBOC cannot tolerate such a possibility.

The third problem, unique in the context of China, is that Alibaba is not state-owned. The Chinese government has much weaker control over tech companies like Alibaba than over financial institutes such as the “Big Five” banks. What makes things worse is that Alibaba has gone public in the United States, so any global investor can become a shareholder of Alibaba and therefore (in theory, at least) have a say in the operation of the company. Through this mechanism, it is possible for foreign powers to influence the Alipay system. There is no doubt that Chinese financial regulators are growing more vigilant about such risks as the political relationship between China and the United States keeps deteriorating.

PBOC is aware of these problems, but it does not have the option of rolling back the already full-fledged mobile payment. Using mobile payment has already become a business norm in China, and reversing it would likely inflict substantial pain on the economy and cause unnecessary panic. So how can PBOC encounter the financial risks of mobile payment while simultaneously leave its benefits intact? An intuitive solution emerges: PBOC should issue and promote its own mobile payment system.

Thus, it is no coincidence that China, as the largest market of mobile payments, also becomes the first major economy in the world to implement a digital sovereign currency. Publicly, the central bank always depicted the issuance of the digital RMB as a preemptive move against the surging popularity of foreign digital currencies such as Bitcoin. However, according to people familiar with the matter from the state-owned banks authorized to promote digital RMB, a clear goal of PBOC was to weaken the oligarchy status of private mobile payments in the market. However, to the surprise of many, PBOC eventually chose to incorporate Alipay as one of the issuance platforms. By turning competition into integration, PBOC is obviously attempting to merge private mobile payments into its own system and effectively regain control over monetary supply.

While PBOC is trying a market-friendly solution, Alibaba and its leader’s own words and deeds turned things into a bad direction. It is widely reported that Alibaba refused to share customer information with the government, an uncooperative attitude that would certainly be interpreted by the monetary authority as arrogant and threatening. In addition, as already noted, Jack Ma publicly accused the Chinese government of overregulation over the financial sector, tempting PBOC to impose some real regulations. All these developments worsened the innate conflict between Alibaba and PBOC, which finally boiled over when Alibaba wanted to further consolidate its grip on the financial sector by through Ant Group’s IPO.

Now the political wind is against Alibaba and will continue to be so. No matter how much ground Alibaba concedes, the inherent tension between a private mobile payment system and a public monetary authority does not easily go away. As long as PBOC pushes forward its digital RMB, Alipay, as well as other private mobile payments, will have no choice but to be integrated into one state-controlled mobile payment system. What remains to be seen is just how painful that transition will be.