The Pulse | Society | South Asia

ดู ผล บอล เมื่อ คืน ทุก ลีก ทุก คู่: Rampaging COVID-19 Cases Expose Flaws in Kerala’s Healthcare Model

เล่น บา คา ร่า ช่วง เวลา ไหน ดี,ราคาหุ้นบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือTSEปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 5.50 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.80% สูงสุด 5.55 บาท ต่ำสุด 5.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 24.27 ล้านบาทJAS มูลค่าการซื้อขาย 2,713.34 ล้านบาท ปิดที่ 6.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นเพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปมีข้อมูลสำคัญเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน ตลาดหลักทรัพย์จึงขอให้EIC ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การกำหนดราคาซื้อหุ้นสามัญสำหรับผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ เครื่องดื่มในโถกดที่ร่วมพัฒนากับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) เพื่อวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่มีสาขากระจายทั่วประเทศ มากกว่า 8,000 สาขา เช่น กาแฟเย็น ซึ่งเป็นตราสินค้าของ 7-Eleven และชานม ภายใต้ตราสินค้า เชนย่า (Zenya) ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัทฯ"ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 476.27 ล้านบาท หรือ 0.31บาทต่อหุ้น ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 628.81 ล้านบาท หรือ 0.43 บาทต่อหุ้น", สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) MEGA มูลค่าสูงสุด 39.14 ลบ.บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีผลขาดทุนสุทธิ 151.32 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.29 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.21 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 4.20 ต่อหุ้นนอกจากนี้ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จาก 4G โดยทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce) หรือการผลิตซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่เป็นการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจดังกล่าวในยุค 4G ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า รูปแบบของการประกอบธุรกิจในยุค 4G อาจไม่มีความแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 3G อย่างชัดเจนมากนัก แต่จะเป็นการเอื้อสำหรับการต่อยอดทางธุรกิจในรูปแบบที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากการใช้โมบายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วและเสถียรภาพที่มากขึ้น ซึ่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นนั้น ย่อมเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้มีผู้เข้าใช้บริการในธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น และส่งผลให้มูลค่าตลาดของธุรกิจเหล่านั้นมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันนอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ดำเนินโครงการพัฒนาความเป็นเลิศในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุน ทั้งส่วนต้นทุนแปรผัน ต้นทุนคงที่ ตลอดจนเพิ่มผลผลิตผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องได้ได้อีกด้วยนอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ โดยสหรัฐจะมีการเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย. ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐช่วงต้นเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในวันศุกร์นี้,แนวต้าน : 1402 และ 1404 แนวรับ : 1395 และ 1390ด้านนายชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการบริหาร TACC กล่าวว่า เตรียมนำเงินที่ได้จาก IPO ไปลงทุนในโครงการเครื่องกดเครื่องดื่มแบบอัตโนมัติ (vending Machine) ร่วมกับพันธมิตรทางการค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคที่เติบโตขึ้นในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายติดตั้งเครื่องกดเครื่องดื่มแบบอัตโนมัติแบบร้อนให้ได้ประมาณ 1,500 เครื่อง ภายในปี 2560 ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท SET Index อยากฝืน แต่ถ้ายืนเหนือ 1,405 จุดไม่ได้ อาจไหลลงทดสอบ 1,400 จุดอีกครั้ง ,ทั้งนี้ การซื้อขายระหว่างวัน นักลงทุนให้ความสนใจ DW บนหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยมีแรงขายใน DW ที่มีอายุคงเหลือสั้น เช่น TPIP28C1512A และแรงซื้อใน DW ที่มีอายุคงเหลือยาวกว่า เช่น TPIP28C1603A เป็นต้น ขณะที่ข้อมูลการซื้อขาย DW28 ระบุว่านักลงทุนซื้อสุทธิ SCB28C1601A PS28C1603A และ WHA28C1512A ขณะที่มึแรงขายสุทธิใน SAMA28C1601A ITD28C1602A ส่วนทางด้าน SET50 DW มีแรงซื้อสุทธิและขายสุทธิทั้ง Call และ Putนอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทได้เห็นชอบให้นำเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดย FPHT โดยอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สจ.32/2546 เรื่องหลักเณฑ์ในการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ อย่างไรก็ดี FPHT แจ้งบริษัทว่า ไม่ประสงค์ที่จะทำคำเสอนซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท (Whitewash) ที่ประชุมคณะกรรมการได้มีความเห็นเกี่ยวกับการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดย FPHT โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท (Whitewash)นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทได้เห็นชอบให้นำเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดย FPHT โดยอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สจ.32/2546 เรื่องหลักเณฑ์ในการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ อย่างไรก็ดี FPHT แจ้งบริษัทว่า ไม่ประสงค์ที่จะทำคำเสอนซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท (Whitewash) ที่ประชุมคณะกรรมการได้มีความเห็นเกี่ยวกับการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดย FPHT โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท (Whitewash)ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 5.80-6.25 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 5.70 บาท ดาวโจนส์ปิดร่วง 179 จุด หลัง OECD ลดคาดการณ์ศก.โลกคาดดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบ เรามองตลาดจะแกว่งตัวบริเวณแนวรับสำคัญ 1,400 จุด อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองบวกต่อแนวโน้ม GDP ของไทยที่มีแนวโน้มเติบโตในปี 59 จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เราจึงแนะนำ ทยอยสะสมกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, ITD, STEC) และเพื่อเป็นการเก็งว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่า หาก FED ขึ้นดอกเบี้ย จึงเลือกแนะนำเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว (ERW, CENTEL, MINT)。

IMPACT(+) ADVANC AOT GL S PS INTUCH BTS DIF BTSGIF UV JASIF LPN EPG GOLD BECL AEONTS BCPด้านนายชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการบริหาร TACC กล่าวว่า เตรียมนำเงินที่ได้จาก IPO ไปลงทุนในโครงการเครื่องกดเครื่องดื่มแบบอัตโนมัติ (vending Machine) ร่วมกับพันธมิตรทางการค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคที่เติบโตขึ้นในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายติดตั้งเครื่องกดเครื่องดื่มแบบอัตโนมัติแบบร้อนให้ได้ประมาณ 1,500 เครื่อง ภายในปี 2560 ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท, การได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยมในครั้งนี้ คาดว่าเป็นเพราะนักลงทุนได้มองเห็นถึงโอกาสและแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯ ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นเครื่องตอกย้ำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในศักยภาพของการเติบโตของธุรกิจมากยิ่งขึ้น นายอภิชาติ กล่าวท่องเที่ยว สื่อสารยังแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อไป ซื้อ AOT MINT INTUCH: กลุ่มท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ช่วง High Season และกลุ่มสื่อสารที่มีประเด็นบวกจากการประมูลคลื่น 1800MHz พรุ่งนี้ มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อไป โดยแนะนำ ซื้อ AOT (ทะลุแนวต้านที่ 310 บาท มีแนวต้านถัดไปที่ 314/320 บาท), MINT (มีแนวโน้มตาม CENTEL ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 34.25 บาท), INTUCH (ราคาฟื้นตัวจากแนวรับ 1 เดือนบริเวณ 75 บาท มีโอกาสขึ้นไปที่ 77 บาท ระยะสั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.1-6.8%)บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ว่า GL ช่วงนี้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองว่ามาจาก 2 ปัจจัยบวก คือ การกำไรช่วงไตรมาส 3/58 ที่ใกล้จะประกาศนั้นจะออกมาค่อนข้างดีมาก แม้ว่าปกติช่วงไตรมาส 3 จะเป็นช่วงโลว์ซีชั่นก็ตาม เพราะเป็นฤดูฝน ทั้งนี้เป็นผลมาจากกิจการต่างประเทศ คือ กัมพูชาและลาวมีผลกำไรที่สูง , วิตกศก.โลกชะลอตัวฉุดตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ บ่ายวันนี้ติดตามกรอบการเคลื่อนไหว 1,405 1,411 จุด จังหวะฟื้นตัวคาดว่าจะไม่เกิน 1,411 จุด และต้องระวังจังหวะลงทดสอบ 1,405 จุด หากเอาไม่อยู่อาจไหลลงทดสอบ 1,400 จุด, แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความมั่นใจในหุ้น RP เชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ศักยภาพการดำเนินธุรกิจ แนวโน้มในการเติบโตที่ชัดเจน โดยหุ้น RP จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ มั่นใจจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน นายพิชิต กล่าว GOLD เพิ่มทุน 685.7 ล้านหุ้น ขาย PP ที่ 7.25 บาท, ลงทุนโครงการสามย่านกราฟ DIMET ก่อตัวเป็นขั้นบันไดไต่ระดับแบบ Zig Zag ซึ่งแนวเส้นขอบบนระยะสั้นอยู่ที่ 9.60 บาท ทั้งนี้ Indicators ส่วนใหญ่ชี้ในทิศทางขึ้นแล้ว โอกาสเดินหน้ามีค่อนข้างมาก จังหวะนี้แนะนำเข้าซื้อกันได้ เก็งสั้นขยันซอยตามสบาย ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 744.29 ล้านบาท หรือ0.59 บาทต่อหุ้น ลดลง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.41 พันล้านบาท หรือ1.13 บาทต่อหุ้นโดยดัชนี MSCI Asia Pacific ร่วงลง 0.4% แตะ 133.16 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียวนอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ และการร่วมทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจและเป็นการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดให้รอบคอบก่อน เนื่องจากปัจจุบันยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ช้า ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าร่วมทุนในบริษัท FSHI และ MSPC ซึ่งปีนี้คาดว่าจะยังมีผลขาดทุนอยู่ แต่ปีหน้าคาดว่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปีนี้หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดออกจาก SET100: GLOW, RATCH, M, GLOBAL, U, TICON, MC, SF, SGP, ERW, DEMCO, SAPPE, ASP, MONO และ LOXLEY พบว่าบางบริษัทราคาหุ้นเกินมูลค่าพื้นฐาน ยกเว้นบางหุ้นที่ยังน่าสนใจลงทุน และมี upside สูง คือ SF, ERW ยังแนะนำถือต่อไปสำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ หรือ รอซื้อสะสม เมื่อราคาย่อตัวเช่นกันขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 2.15ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.01 บาทต่อหุ้นลดลง 96.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 60.8 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.25 บาทต่อหุ้น ,ทั้งนี้ ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ย. อยู่ที่ 8.6938 ล้านล้านเยน (7.059 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 4.3 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพราะได้แรงหนุนจากรายได้ในต่างประเทศที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสกุลเงินเยนที่อ่อนค่าลงขณะที่กระแสคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาด โดยการคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นหลังจากสหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 271,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2014 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่งบริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือGFPT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย)มีกำไรสุทธิ 326.25 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.26 บาทต่อหุ้น ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 505.59 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.40 บาทต่อหุ้น?ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 58 บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวง จำกัดได้เข้าเก็บหุ้น บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (จำกัด) มหาชนหรือ SAMART จำนวนสัดส่วน 0.16% รวมถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 10% นักวิเคราะห์คาดเฟดขึ้นดบ.เดือนธ.ค.เหตุตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัวJAS มูลค่าการซื้อขาย 4,106.93 ล้านบาท ปิดที่ 6.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงSAMART มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 24.50 บาท。

While cases across India have declined after a devastating surge in April and May, the situation in Kerala remains serious.

Rampaging COVID-19 Cases Expose Flaws in Kerala’s Healthcare Model

People wearing masks wait to get vaccinated for COVID-19 outside a school in Kochi, Kerala state, India, Wednesday, September 1, 2021.

Credit: AP Photo/R S Iyer

With Kerala struggling to cope with a huge COVID-19 caseload and high test positivity rates (TPR), the once globally-acclaimed “Kerala model” for handling public health emergencies has come under scrutiny.

It was in Kerala in January 30, 2020 that India’s first case of COVID-19 was detected. By early May that year, it did seem that the outbreak had been contained when daily new infections in the southern Indian state fell to less than five. This was reportedly made possible by Kerala’s strategy of aggressive testing, tracing contacts of the infected, and isolating the infected and their contacts. The strategy of the Kerala government was hailed as the “Kerala model.”

Proponents of the “Kerala model” say its rudiments lie in the state’s Left Front government’s perspective of healthcare, which involves the allocation of huge resources to develop public health infrastructure, the devolution of power and funds to local bodies, and the use of community participation in overcoming the crisis. The proponents of “Kerala model” also give credit to health department officials who assiduously implemented the government strategy.

However, a year and four months later, the situation has changed through and through. Now Kerala is facing a perfect storm on the healthcare front. Almost 70 percent of the total COVID-19 positive cases reported in India by the end of August 2021 were from Kerala.

Besides, an equally dangerous contagion, Nipah, which haunted the state in 2018, has resurfaced at the northern Kerala city of Kozhikode, where it was also detected earlier. Despite claims of huge investment in infrastructure, the state doesn’t have a single laboratory boasting biosafety level 3 (BSL-3), which can test for Nipah virus infections.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Delayed second wave?

The alarming situation has raised questions about the efficacy of the “Kerala model.”

To pre-empt “unwarranted” questions, the Left Front government has already come up with a few explanations. Its spin doctors say that unlike in other states where the second wave began and ended early, in Kerala the second wave’s outbreak was delayed and is continuing.

Chief Minister Pinarayi Vijayan has raised another point. At a recent press conference, he cited a July 2021 sero-survey by the Indian Council of Medical Research, which revealed that while 68 percent of the Indian population has COVID-19 antibodies, only around 42 percent of people in Kerala have them. This means that community spread of COVID-19 didn’t happen in Kerala to the extent it did in other states because of the strict lockdown and implementation of social distancing and other COVID-19 protocols.

Vijayan also raised the usual defense of the Left government that pandemic surveillance is better in Kerala than in other states where it floundered, leading to a high number of cases.

However, a section of epidemiologists dismiss such arguments as baseless. Dr S. S. Lal, an internationally known public health expert and President of the Kerala unit of the All-India Professionals’ Congress wonders if there is any yardstick to clearly demarcate the present surge of COVID-19 cases in Kerala as a second wave. He notes that the number of COVID-19 tests conducted by the state was low earlier and so the number of confirmed cases was low. The tests have increased since May 2021. Subsequently, there has been a spike in the number of cases confirmed as COVID-19 positive, he adds.

It is also pointed out that while almost 70 percent of the COVID-19 tests conducted in Kerala are antigen tests, which are considered less credible, the majority of tests conducted by other Indian states are Real-Time Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) tests considered much more reliable.

On the COVID-19 deaths in Kerala, Lal points out that the data has been fudged and there has been under-reporting. An expert panel appointed by the Kerala government in August 2020 had also found that the state was under-counting deaths and the real COVID-19 deaths could be up by at least 50 percent.

Steady and gradual rise in caseload

The spread of the COVID-19 pandemic in Kerala, which began after three students returning from Wuhan in China were found infected on January 30, was steady and gradual. It did not show distinct phases. The number of daily confirmed cases in February, March, and April 2020 was usually less than 10, and on some days between 10 and 20.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

In early May, the number of daily cases dropped to around two. The Kerala government and its supporters went overboard, declaring the first wave to be over and claiming to have flattened the curve. That is the story of the presumed first wave of COVID-19 in Kerala.

However, the euphoria was short-lived.

On May 20, Kerala reported 24 COVID-19 positive cases and since then the number of cases has risen steadily. By July, the daily caseload ran into hundreds. Though the total number of confirmed cases was still not alarming, the recovery rate was less than the national average recovery rate of 50 percent. COVID-19 tests in the state were conspicuously low during the period. When Kerala conducted less than 20,000 tests daily, the other southern states of Andhra Pradesh, Tamil Nadu, and Karnataka were carrying out 45,000, 55,000, and 30,000 tests, respectively. The test positivity rates in Kerala were less than the national average of over 10 till August 2020. In September, while the national average TPR came down, Kerala’s TPR shot up and has remained high ever since.

Impact of elections

In December 2020, elections to local bodies were held in Kerala. It was an inflection point. Thousands of candidates and hundreds of thousands of political workers crisscrossed the state as part of the campaign, paying scant regard to COVID-19 protocols. Subsequently, the daily caseload went through the roof. The situation got out of control in the months that followed. Then came the elections to the Kerala State Assembly in April of this year. Once against COVID-19 protocols were ignored, pushing the state into a catastrophe from which it is yet to recover.

Currently, while India as a whole has recovered more or less from the COVID-19 catastrophe, the number of daily infections reported from Kerala remains high. Nobody speaks much about the once-vaunted “Kerala model.”

An honest review of the model reveals that the widely publicized advantages of the strategy were based on wishful thinking, and that the goals of the government’s COVID-19 containment strategy have never been sincerely implemented. Testing was low, the number of infected rose slowly over a period of more than a year, protocols were not implemented seriously and sincerely, and healthcare infrastructure was poor and crumbled under pressure.

Shortages of ICU beds, ambulances, and proper care were reported from across the state during October and November 2020. The Kerala unit of the Indian Medical Association issued a press release on lack of basic infrastructure in the healthcare sector on October 5. However, things improved on that front thereafter, following corrective steps by the authorities.

Kerala’s staggering COVID-19 caseload is the result of policy failure. Though the Left always emphasizes the uniqueness of Kerala, its COVID-19 mitigation policy has not taken into account the state’s actual uniqueness, like its huge population density, the nature of social life, and the very high mobility of its people. Implementation of social distancing norms at marriage ceremonies, examinations, and in public transport was also poor.

However, there is light at the end of the tunnel. Around 75 percent of the state’s population that is eligible for the COVID-19 vaccine has now received at least one dose. According to the Kerala government, the COVID-19 fatality rate in Kerala is a low 0.51 against the Indian average of 1.34. However, not everyone accepts this figure.