Oceania | Diplomacy | Oceania

foxz24 เครดิต ฟรี: How 9/11 Changed New Zealand’s Foreign Policy

100 รับ 150pg 1️⃣2021,ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการซื้อกิจการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 7 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จได้ในไตรมาส 1/59 โดยวางเงินลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 90 ล้านบาท/ปี และมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่า 30-40% 1.บริษัท กัลฟ์ วีทีพี จำกัด 130 เมกะวัตต์ 1 พฤษภาคม 2560,สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทเตรียมสร้างโรงคัดแยกถ่านหิน (ระบบปิด) เพิ่ม โดยคาดจะใช้งบลงทุนราว 45-50 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเน้นเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่ตลาดต่างประเทศ บริษัทจะขยายฐานลูกค้าในเวียดนามมากขึ้น จากปีก่อนมีสัดส่วนยอดขายในเวียดนามราว 5% ของยอดขายรวม เนื่องจากเวียดนามเริ่มมีการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมทุกขนาด、ราคา บอล สปอร์ต พูล วัน นี้、SVI ปิด 5.65 บาท +0 บาท (+0%)、 นิกเกอิปิดเช้าร่วง 310.94 จุด หลังหุ้นสหรัฐ-น้ำมันดิ่งโดยดัชนี MSCI Asia Pacific เพิ่มขึ้น 0.5% แตะ 119.07 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียวที่สำคัญการเลี้ยงหมูนี้ยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคง โดยวิรัตน์มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 106,000 บาทต่อเดือน เขาสามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวได้อย่างไม่ลำบาก สามารถสร้างบ้านและซื้อรถยนต์ รวมถึงซื้อที่สวนยางเป็นทรัพย์สินของตนเอง และรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนเองและภรรยายังเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกๆทั้งสองด้วย นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยวันนี้ (22 ม.ค.) ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย และตลาดในยุโรปที่เปิดเทรดในช่วงบ่ายนี้ต่างอยู่ในแดนบวกกันทั่วหน้า ซึ่งตลาดโดยรวมจะเห็นได้ว่าเริ่มมีแรงซื้อเข้ามามากขึ้น หลังจากที่ ECB จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในการประชุมรอบหน้าในเดือนมีนาคม และราคาน้ำมันก็ยังฟื้นตัวขึ้นด้วยซึ่งได้หนุนดัชนีฯตั้งแต่เปิดตลาดในช่วงเช้าแล้ว?ทั้งนี้ มองค่าเงินบาทกลางปี 59 ที่ 37.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ครึ่งหลังปีนี้น่าจะอยู่ที่ 36.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และมองราคาน้ำมันดิบน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในครึ่งปีหลังนอกจากนี้ยังมีแผนการเปิดสำนักงานขายและบริการทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงการขยายพื้นที่และกำลังการผลิตโรงงานระยอง และโรงงานบางพลี การลงทุนจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมที่จะส่งผลให้ธุรกิจมีการขยายตัวอย่างชัดเจนและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปPTT คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไรสั้นๆรอ Follow Buy เหนือ 426.00 บาท กลยุทธ์ปีนี้จะกระจายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งกองตราสารหนี้ ตราสารทุนในและต่างประเทศ และในปีนี้จะเริ่มตั้งกองแรกไว้เพื่อลงทุนในกลุ่ม CLMV อนาคตถ้าพม่าพร้อม กัมพูชาพร้อม มีความต้องการรองรับในกลุ่มนี้ นางชวินดา กล่าวทั้งนี้ RATCH จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนเพิ่มจากการลงทุนในโครงการนี้อีก 236 MW รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนร่วมทุนที่เดินเครื่อง กำลังก่อสร้าง และพัฒนาเพิ่มเป็น 6814.12 MW , ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเติบโต 2.5% โดยมีแรงสนับสนุนมาจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายใน ทั้งจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีการตั้งงบประมาณลงทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20% จากปี 2558 และการลงทุนของภาคเอกชนที่จะกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ มาตรการเร่งรัดโครงการ PPP และ การเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์จาก BOI เป็นต้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2558 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 7,133,530,653 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,140,059,195.90 บาทอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาอาหารสำเร็จรูปแพงว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการตลาดสด ห้างค้าปลีก หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงการขยายร้านอาหารหนูณิชย์ ไปยังโรงงาน ตลาดสด ห้างค้าปลีก โดยศูนย์อาหารพร้อมใจกำหนดราคาขายอาหารจานด่วนไม่เกินจานละ 35 บาท และไม่เกินถุงละ 30 บาท คาดเริ่มดำเนินการได้ต้นเดือนก.พ.นี้ โดยจะนำร่องที่ตลาดยิ่งเจริญก่อน จากนั้นจะหารือความร่วมมือดังกล่าวกับมหาวิทยาลัย และสถานที่ราชการ ทำให้คาดว่า เป้าหมายการเปิดร้านหนูณิชย์ให้ได้ 10,000 แห่งภายในเดือน ก.ย.นี้ เป็นไปได้แน่นอน。

ทั้งนี้ นายสนธิญาณ เรียกร้องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนนายระพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. นายชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และพนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนกรณีการร้องเรียน บริษัท NMG หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้กระทำการอันมีมูลความผิดงานอาญาหรือไม่ และหากพบว่ามีมูลความผิดงานอาญา ก็ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพรุ่งเมื่อคืนนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการทะยานขึ้นของราคาน้ำมันขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังพุ่งขึ้นรับถ้อยแถลงของนายดรากี ประธาน ECB โดยนายดรากีเผย ECB จะทำการทบทวนนโยบายการเงินในการประชุมครั้งหน้าในเดือนมี.ค. ซึ่งถ้อยแถลงของนายดรากีเป็นการส่งสัญญาณว่า ECB อาจผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนมี.ค.,ทั้งนี้ บริษัทใช้งบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารแบบครบวงจรผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด Speech และแคมเปญดิจิตอลเพื่อสร้างกระแสรักสุขภาพในสังคมออนไลน์และคนรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายกว่า 5 ล้านคนภายใน 1 เดือน。 อนึ่ง RATCH ได้ลงทุนในนาม บริษัท Ratch China Power Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนามสัญญาร่วมทุน (Equity Joint Venture Contract) กับ China General Nuclear Power Corporation และ Guangxi Investment Group Co.,Ltd โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 10% , 61% และ 39% ตามลำดับ เพื่อจัดตั้งบริษัท กวางสี ฟังเชงกัง นิวเคลียร์ เพาเวอร์ II (Guangxi Fangchenggang Nuclear Power (II) Co,.Ltd ซึ่งจะเป็นผู้พัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 200,000 ล้านบาท (40,000 ล้านหยวน) โดยคิดเป็นสัดส่วนเงินลงทุนของบริษัท ประมาณ 7,500 ล้านบาท ก่อนหน้านี้เราได้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ 5 พันล้านบาท และเราได้ปรับขึ้นมาอีกในระดับ 8.6 พันล้านบาท และอาจจะมีแนวโน้มทะลุเป้าหมายใหม่ที่วางไว้อีก ซึ่งเป็นผลมาจากที่เราประเมิณว่างานของภาครัฐฯ และ เอกชน จะออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เราขยายตัวได้ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามเราจะมาทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในช่วงกลางปี หลังจากที่เริ่มเห็นความชัดเจนของการประมูลโครงการต่างๆแล้ว นายภาสิต กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ปิดตลาดช่วงเช้า (22 ม.ค.) บวก 20.11 จุด หรือ 1.61% มาที่ 1,265.72 จุด สูงสุดที่ 1,266.93 จุด ต่ำสุดที่ 1,254.80 จุด มูลค่าซื้อขายที่ 19,389.16 ล้านบาท KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,958.07 ล้านบาท ปิดที่ 163.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท,บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า บริษัทคาดเริ่มรับรู้รายได้จากเงินปันผลในโครงการร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 ในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 64 ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 30 ปีตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าแนะนำซื้อ SIM โดยมีแนวรับที่ 1.18 และ 1.16 และมีแนวต้านที่ 1.40 และ 1.45 เป็นจุดขายทำกำไรPTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,527.34 ล้านบาท ปิดที่ 50.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท、ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 46-55 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 45 บาท พาณิชย์ เผยส่งออกไก่ปี 58 สูงกว่าเป้า 6 แสนตัน ลุ้นส่งออกไปเกาหลีกลางปีนี้นอกจากนี้ การลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าเป็นนโยบายสำคัญส่วนหนึ่งในการขยายฐานรายได้ให้กว้างขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทมากขึ้นขณะที่ในไตรมาส 4 ปี 2558 JASIF มีรายได้รวม 1,284 ล้านบาท และมีสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน (NAV) เพิ่มขึ้นจำนวน 1,833 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2558 ซึ่งสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน (NAV)เพิ่มขึ้นจำนวน 1,160 ล้านบาท คิดเป็น NAV เพิ่มขึ้นร้อยละ 58, ORI พุ่ง 9.38% แรงในรอบ 2 เดือน คาดเก็งกำไรหลังหุ้นอ่อนตัวมานานแนวรับ : 1,260 / 1,255 , แนวต้าน : 1,270 / 1,280ทั้งนี้ บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการเงินที่ได้จากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้เพื่อนำไปใช้ในการชำระคืนเงินกู้/หุ้นกู้ ซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัท。

The impact of the tragedy changed the course of U.S. foreign policy. It changed the trajectory of New Zealand’s foreign policy, too.

How 9/11 Changed New Zealand’s Foreign Policy

The flags of Afghanistan and New Zealand fly over Forward Operating Base Bamyan, June 22, 2012.

Credit: Sgt. Ken Scar, 7th Mobile Public Affairs Department

The 20th anniversary of the September 11 attacks on the United States in 2001 is also an opportunity to recall the impact the tragedy – and the response to it – had on New Zealand’s wider foreign policy.

New Zealand immediately supported the U.S. invasion of Afghanistan in pursuit of Osama bin Laden and al-Qaida, with an initial deployment of?Special Air Service (SAS)?combat soldiers. A Provincial Reconstruction Team (PRT) in Bamyan province followed in 2003.

New Zealand clearly and unequivocally responded to George W. Bush’s ultimatum, made in a?speech?to a joint session of Congress on September 20, 2001: ?“Either you are with us or you are with the terrorists.”

Afghanistan was one of New Zealand’s longest-ever military deployments – ending only this year, in tandem with the United States’ own withdrawal from the country. Amid the recent U.S. withdrawal, and the Taliban’s renewed takeover of the country, tough questions are now being?asked?about the futility of the war in Afghanistan.

The level of New Zealand’s commitment was by no means inevitable. Prior to 9/11, New Zealand relations with the United States had been shaky. History loomed over the relationship.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Under Prime Minister David Lange, New Zealand’s fourth Labor government had refused entry to the?USS Buchanan?warship in 1985. The United States had dispatched the ship to New Zealand as a test of the new Labor government’s nuclear-free policy.

U.S. President Ronald Reagan’s Republican administration refused to confirm or deny the ship’s nuclear capability. New Zealand’s subsequent decision to refuse the ship permission to enter unleashed the United States’ fury.

As punishment, New Zealand was effectively kicked out of the ANZUS defense alliance – of which it had been a member since 1951 – and was stripped of its status as a U.S. ally. George Shultz, Reagan’s secretary of state, made clear his?view?of the new U.S. position toward New Zealand: “The time has come to part. We part as friends – but we part.”

There had been some improvement to the NZ-U.S. relationship in the 1990s, helped by the fact that U.S. President Bill Clinton (a Democrat) and New Zealand Prime Ministers Jim Bolger and Jenny Shipley (both from the National Party) did not share the baggage of the 1980s. Bolger?visited?the White House in 1995, while Bill Clinton made a?state visit?to New Zealand in 1999 as part of the APEC summit held that year.

But fast forward to 2001, and the baggage was back.

Party affiliations meant that both Helen Clark’s Labor-led coalition government and George W. Bush’s Republican administration had links with the 1980s. It was also personal: Clark had been a?Labor MP?at the time of the nuclear row and a firm supporter of the nuclear-free policy, while Bush’s father had served as vice president to Ronald Reagan during the 1980s.

Strategic decisions made during Clinton’s last and Clark’s first year in office, in 2000, also did not bode well from the U.S. point of view. Clark vetoed a decision made by Shipley near the end of her time in government to?buy F-16 fighter jets?from the United States. The F-16 decision formed part of a wider strategic realignment for New Zealand’s military, under which the Labor-Alliance coalition government also decided to abolish the air force’s?combat wing.

The underlying rationale was that New Zealand should instead focus its efforts on supporting the increasing number of peacekeeping missions it had been undertaking since the end of the Cold War. Greater military cooperation with the United States was not on the agenda.

In fact, in May 2001, Clark said New Zealand found itself in an “incredibly benign strategic environment” – a?phrase?that was often repeated back at her by her political opponents after 9/11.

In any event, New Zealand’s solidarity with the United States and its Afghanistan commitment – the centerpiece of what Bush called the “war on terror” – brought an unexpected thaw in relations.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Clark was invited to the White House in?March 2002, and there was even?talk?of a free trade deal, which had previously seemed like an impossibility due to New Zealand’s nuclear policy. While stopping short of calling New Zealand an ally, U.S. Secretary of State Colin Powell?said?New Zealand and the United States were “very, very, very close friends.”

But things changed again with the Iraq War. Clark staunchly opposed the war – citing its lack of U.N. mandate – and any prospect of a free trade deal was abruptly taken off the table. Instead, the United States rewarded supporters of the Iraq War with free trade agreements – with Australia and?Singapore?at the top of the list. At the time, the differences over Iraq made it seem that any improvement in New Zealand-U.S. relations had again stalled.

The nuclear ship issue was once again seen as the main roadblock to the full restoration of ties. The issue gained particular prominence in 2004 when Don Brash, then the National Party leader, was noted by officials as?saying?the ban would be “gone by lunchtime” under a future National-led government.

But there were advantages to the diametrically opposed positions over Iraq. With the U.S. position seemingly crystal clear, New Zealand’s wider foreign policy agenda was largely freed up for other matters.

The focus moved to negotiating free trade agreements with other countries – following a 2001 model agreement with Singapore and amid the World Trade Organization’s ill-fated?Doha round?of negotiations. New Zealand’s free-trade efforts first bore fruit in 2005 when an agreement was signed with?Thailand.

Even more interesting was an agreement signed later that year among a grouping of Pacific Rim countries called the?“P4”. The agreement with Brunei, Chile, and Singapore was the genesis for what ultimately became the 11-country Comprehensive and Progressive Trans-Pacific Partnership (CPTPP).

But New Zealand’s biggest prize came in 2008, when it became the first Western country to sign a free trade agreement with?China?– which rapidly became New Zealand’s biggest trading partner.

In hindsight, the fallout from the 9/11 attacks – and the invasions of Afghanistan and Iraq – did New Zealand foreign policymakers a favor. Afghanistan gave New Zealand an opening to show the United States what it had to offer, while Iraq clearly showed New Zealand the limits of that engagement. Without Iraq, Wellington might have continued to put even more effort into repairing its U.S. relationship – which could have prevented it from moving on to a more diversified trade focus.

But what is even more remarkable is that New Zealand ultimately ended up almost having its cake and eating it too.

Against the backdrop of New Zealand’s commitment in Afghanistan, but also with the simple passage of time, the nuclear ship issue that had once seemed so central essentially faded into the background. Significantly, then-U.S. Secretary of State Condoleezza Rice called New Zealand an?ally in 2008, and diplomatic cables from WikiLeaks revealed that United States quietly resumed full intelligence sharing with New Zealand in 2009. New Zealand’s defense ties with the U.S. have also largely been restored. Since 2014, New Zealand ships have again fully participated in U.S.-led? military exercises.

And in 2016, New Zealand even came within a whisker of securing a free trade deal with the United States – as part of the CPTPP – until Donald Trump withdrew from the arrangement shortly after taking office.

Despite this setback, it is probably only a matter of time until New Zealand concludes a free trade deal of some kind that involves the United States. After all, the U.S. is now taking a much greater interest in New Zealand and its neighborhood as part of its?Indo-Pacific?vision, which seeks to challenge China’s perceived dominance.

Ultimately, the September 11 attacks triggered a chain of unforeseen actions and decisions. The impact of the tragedy changed the course of U.S. foreign policy. It changed the trajectory of New Zealand’s foreign policy, too.

This article was originally published by the Democracy Project, which aims to enhance New Zealand democracy and public life by promoting critical thinking, analysis, debate, and engagement on politics and society.