Interviews | Politics | East Asia

joker ฟรี 1001️⃣LOOK618: David Shambaugh on China’s Political Personalities, From Mao to Xi

918kiss ทดลอง เล่น1️⃣M98, ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 282 จุด! รับราคาน้ำมันฟื้นส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีบริษัทในประเทศสนใจซื้อกิจการ PIMO นั้น ตั้งแต่ก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ก็มีบริษัทในประเทศราว 2 แห่งที่แสดงความสนใจเข้ามาขอซื้อหุ้น แต่ได้ปฎิเสธไปตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว และยืนยันว่าไม่สนใจที่จะขายหุ้นใหญ่ออกไปหรือเปิดทางให้ใครเข้ามาซื้อกิจการของบริษัทสรุปหุ้น10อันดับแรกที่ดันดัชนีเช้านี้ (27ม.ค.) ,ขณะที่ PIMO เองก็สนใจหากจะเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อให้บริษัทเติบโตและมีความแข็งแกร่งในการขยายตลาดต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทต่างประเทศดังกล่าวเป็นผู้เล่นรายใหญ่ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งหากมีความร่วมมือกันก็จะทำให้บริษัทมีพนักงานขายเพิ่มอีกมากกว่า 300 คนใน 3 ประเทศนี้ขณะที่ BGE จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 40 ล้านบาท จากเดิม 10 ล้านบาท โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 30 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 3 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 10 บาท ชำระค่าหุ้น 25% ของทุนจดทะเบียน รวมเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท ซึ่ง SIAM จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในระดับเดิม 100% โดยการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในบริษัทย่อยทางอ้อมตัดขาดทุน 121.00 บาทกำไรปกติใน ไตรมาส 4/58 ที่เติบโตโดดเด่นเป็นผลจากปริมาณการขายถังแก๊สที่คาดเติบโตมากถึง 25% เทียบไตรมาสก่อนหน้า และ 60% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยจากราคาเหล็กที่เริ่มทรงตัว และราคา LPG ที่ลดลงมาก ส่งผลให้มีความต้องการใช้ถังแก๊ส LPG เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียใต้ และแอฟริกา ที่เปลี่ยนจากการใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงมาเป็น LPG มากขึ้นคณะกรรมการ FOMC พยายามที่จะสนับสนุนการจ้างงานในระดับสูงสุดและความมีเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเฟด ในปัจจุบันนี้ คณะกรรมการคาดว่า ด้วยการปรับท่าทีด้านนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราปานกลาง และปัจจัยชี้วัดตลาดแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในระยะใกล้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการร่วงลงอย่างต่อเนื่องของราคาพลังงาน แต่เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2% ในระยะกลางRS ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มมีสัญญาณกลับฟื้นตัวขึ้นด้วยแท่งเทียน Three White Soldiers พร้อมปริมาณการซื้อขายกลับมาเพิ่มขึ้นสนับสนุน สอดคล้องกับเครื่องมือ DI+ ตัด DI-และ ADX ขึ้นวันแรก เป็นจังหวะเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 9.45 บาท และมีแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 9.75 บาท,สำหรับปัจจัยที่ยังต้องติดตามในปีนี้ คือ เศรษฐกิจของจีน, ภาวะการนำเข้า-ส่งออกของประเทศ, ราคาน้ำมันที่จะต้องผ่านต่ำสุดไปได้และกลับมามีเสถียรภาพ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าปีนี้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.59 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐว่ามีความเข้มแข็งหรือไม่UREKA ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีจังหวะดีดตัวขึ้นพร้อมปริมาณการซื้อขายเริ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD พลิกกลับมาเป็นบวกวันแรก เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่แนว Downtrend Line 1.55 บาท หากผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 1.65 บาทแนวต้าน : 1,285 และ 1,287สัญญาน้ำมันดิบยังคงปิดบวกอย่างต่อเนื่อง หลังจาก EIA รายงานว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 22 ม.ค. ปรับลดลง 14,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 9.22 ล้านบาร์เรล/วัน นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับข่าวที่ว่าบริษัททรานส์เนฟท์ ซึ่งเป็นบริษัทผูกขาดท่อส่งน้ำมันของรัฐบาลรัสเซีย กำลังมีการเตรียมการเจรจาปรับลดกำลังการผลิตกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และซาอุดิอาระเบียฝ่ายวิจัยประเมินแนวโน้มผลประกอบการในปี 59 ยังมีโอกาสเติบโตสูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ผ่านการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีแม้จะเป็นขาลง แต่ยังอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะสายโอเลฟินด์ น่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรในปีนี้ คงคำแนะนำ ซื้อ โดยมีมูลค่าพื้นฐานที่ 481 บาทส่วนการซื้อที่ดินลำพูนจากบริษัท วี.พี.เค เรียลเอสเตท นั้น เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนและสร้างเสริมสุขภาพเพื่อขายให้กับลูกค้าต่อไป,slotxo ฝาก 1 รับ 100 ล่าสุด1️⃣M98、918kiss ฟรี เครดิต ไม่ ต้อง ฝาก 20201️⃣LOOK618、บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ PREB ระบุว่า ได้รับแจ้งจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เรื่องจะทำการโอนหุ้นของบริษัทภายในกลุ่มเจริญตรา ซึ่งภายหลังการดำเนินการโอนหุ้นกลุ่มเจริญตรา ก็จะยังถือหุ้นในบริษัทสัดส่วนเท่าเดิมที่ 26.32% ซึ่งไม่มีผลต่อการเปลี่ยยนแปลงอำนาจการควบคุมกิจการ และยังคงมีนโยบายการบริหารและการดำเนินงานตามนโยบายเดิม ขณะที่การโอนหุ้นครั้งนี้ นายวิโรจน์ เจริญตรา ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องทำคำเสนอซื้อและคำเสนอขาย (Tender offer) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในระหว่างการเทรดดัชนีฯเคลื่อนไหวในแดนลบ แต่ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันจะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคม 2560 ดัชนีฯก็ได้พลิกกลับมาเป็นบวก โดยตลาดฯได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่ขึ้นนำในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ADVANC, INTUCH, TRUE เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มเกษตร รวมถึงหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ที่มีการเล่นเก็งผลประกอบการเข้ามา อย่างไรก็ตามตลาดฯยังได้รับแรงกดดันจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน แต่ก็ไม่มากนัก ดังนั้นจึงทำให้ภาพรวมตลาดฯยังมีความแข็งแกร่ง。

ANAN ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 3.40-3.44 บาท แนวต้าน 3.64-3.72 บาทตลาดหลักทรัพย์ฯให้บริษัทชี้แจงเพิ่มเติมกรณี รายละเอียดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกแห่งทั้งที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบุคคลรายหนึ่งและบริษัทแห่งหนึ่งดังกล่าว ซึ่งบริษัทได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรก ที่ดินฉะเชิงเทรา และที่ดินลำพูน ราคาขาย 182 ล้านบาท จากนางปราณี พรชัยศรี ซึ่ง KC ได้บอกเลิกสัญญาและได้รับเงินมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายครบถ้วนแล้วจำนวน 55 ล้านบาท ,ฉบับที่ 2 ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จ.มหาสารคาม ราคาขาย 160 ล้านบาท จากบริษัท วี.พี.เค เรียลเอสเตท จำกัด ต่อมาได้บอกเลิกสัญญา และได้รับเงินมัดจำคืนบางส่วนจำนวน 18.5 ล้านบาท คงเหลืออีก 30 ล้านบาท และฉบับที่ 3 ที่ดินลำพูน ราคาขาย 100 ล้านบาท จากบริษัท วี.พี.เค เรียลเอสเตท ต่อมาได้บอกเลิกสัญญา และยังไม่ได้รับเงินมัดจำคืน 30 ล้านบาทประวัติการทำงาน นายธันวา เลาหศิริวงศ์ทั้งนี้ หาก VPK ผิดนัดไม่ชำระเงินคืนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ตามบันทึกข้อตกลงเพื่อรับสภาพหนี้ฉบับดังกล่าว บริษัทมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยผิดนัดกับVPK ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจนกว่าบริษัทจะได้รับชำระเงินค่ามัดจำพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยผิดนัดคืนจนครบ,สำหรับแผนการลงทุนในต่างประเทศนั้น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร เพื่อเข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งคาดว่าการลงทุนในเมียนมาร์ จะได้ข้อสรุปภายในกลางปี 59 หลังจากบริษัทได้เข้าไปลงทุนในบริษัท สุวันนี โฮมเซ็นเตอร์ มหาชน (SVN) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านในลาวนั้น คาดว่าจะรับรู้รายได้หลักสิบล้านบาทเข้ามาในช่วงไตรมาส 4/58ดังนั้น หากผู้ใช้บริการนำตุ๊กตาลูกเทพติดตัวมาด้วย จะถือเป็นสัมภาระชิ้นหนึ่ง ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ บขส. ที่ต้องไม่กระทบสิทธิ์ของผู้อื่น วางสัมภาระในที่ที่เหมาะสม และทั้งนี้อาจมีมาตรการตรวจตราอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุ และผู้สวมรอยลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายมากับรถโดยสาร ซึ่งจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ12.80 12.60,นักบริหารเงิน เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 35.85/87 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 35.80/81 บาท/ดอลลาร์KC ระบุอีกว่าสำหรับเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องจ่ายเงินมัดจำ 133.50 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 30.20% ของมูลค่าที่ดินทั้งหมดที่จะซื้อขายนั้นก่อนที่จะตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้ขายนั้น บริษัทชี้แจงว่าการจ่ายเงินมัดจำจำนวนดังกล่าว เป็นการจ่ายเงินมัดจำเพื่อประโยชน์สูงสุดในการต่อรองราคาซื้อ-ขายที่ดิน ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 3 ฉบับ,นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเสร็จสิ้นในวันพรุ่งนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค.ขณะที่ใช้การหลุด 17.5 เป็น stop lossสำหรับปัจจัยที่ยังต้องติดตามในปีนี้ คือ เศรษฐกิจของจีน, ภาวะการนำเข้า-ส่งออกของประเทศ, ราคาน้ำมันที่จะต้องผ่านต่ำสุดไปได้และกลับมามีเสถียรภาพ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าปีนี้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.59 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐว่ามีความเข้มแข็งหรือไม่ขณะที่นักลงทุนจับตาดูสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ในวันนี้เวลา 22.00 น.ตามเวลาไทย ส่วนในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น EIA รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 ม.ค. เพิ่มขึ้น 4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 486.5 ล้านบาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรลKC ยืนยันว่าการทำสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 3 ฉบับกับนางปราณี พรชัยศรี และ บริษัท วี.พี.เค เรียลเอสเตท จำกัดนั้นผู้จะซื้อและผู้จะขาย ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องที่เข้าข่ายเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทุนที่ ทจ. 21/2551 เรื่องหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติของบริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ. 2546 รวมถึงประกาศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ"ขณะที่ BGE จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 40 ล้านบาท จากเดิม 10 ล้านบาท โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 30 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 3 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 10 บาท ชำระค่าหุ้น 25% ของทุนจดทะเบียน รวมเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท ซึ่ง SIAM จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในระดับเดิม 100% โดยการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในบริษัทย่อยทางอ้อม", นิกเกอิปิดเช้าพุ่ง 427.33 จุด รับดาวโจนส์ทะยานโดยกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงที่ประชุม ศึกษาความเป็นไปของโครงการนี้ และได้ศึกษาไปมากแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในลักษณะใด ใน 3 แนวทาง แนวทางแรกให้เอกชนลงทุนทั้งหมด แนวทางที่ 2 เอกชนลงทุนระบบเดินรถ ส่วนรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนวทางที่ 3 รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบเดินรถ และให้เอกชนลงทุนบริการเดินรถ ในที่ประชุมให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด จะกลับมาเสนอต่อที่ประชุมในคราวหน้าด้านนายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด กล่าวว่า มาตรการจอง ที่นั่งตุ๊กตาลูกเทพเป็นการออกประกาศภายในของบริษัทฯ เพื่อปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยสากล ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพเป็นสัมภาระติดตัว มีเกณฑ์กำหนดเรื่องน้ำหนัก ขนาด ที่เก็บหรือวางเพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน กรณีขนาดใหญ่มากต้องโหลดเป็นคาร์โก้ หรือผู้โดยสารต้องการนำติดตัวขึ้นเครื่อง สามารถซื้อที่นั่งเพิ่ม ในราคาตามปกติได้ ส่วนบริการขึ้นอยู่กับแต่ละสายการบิน กรณีผู้โดยสารไม่ผ่านการตรวจค้น หรือไม่วางสัมภาระในที่เหมาะสมจะขึ้นเครื่องไม่ได้。

“Although their respective periods of rule are four decades apart, and China has changed so much in the interim, it is really quite striking just how much Mao and Xi have in common.”

David Shambaugh on China’s Political Personalities, From Mao to Xi

Porcelain plates baring images of Chinese President Xi Jinping and his wife Peng Liyuan are displayed with previous Chinese leaders below, from left, Mao Zedong, Deng Xiaoping, Jiang Zemin and Hu Jintao, at a souvenir shop near Tiananmen Square in Beijing, Thursday, Oct. 27, 2016.

Credit: AP Photo/Andy Wong

Since Xi Jinping officially ascended to the head of the Chinese Communist Party in late 2012, he has tightened his personal control over both party and country in a way not seen since the founding leader of the People’s Republic of China (PRC), Mao Zedong. Understanding Xi the person is important to understanding China the country. But even under Xi’s more understated predecessors, understanding the PRC’s top ruler helps explains the choices made in Beijing that have shaped the country, and the world.

In “China’s Leaders: From Mao to Now,” David Shambaugh, an internationally acclaimed expert on contemporary China, provides an in-depth look at the widely divergent personalities and ruling styles of the PRC’s five main leaders: Mao Zedong, Deng Xiaoping, Jiang Zemin, Hu Jintao, and Xi Jinping. In tracing their differences, Shambaugh also illuminates the true power in China: the bureaucracy, which has remained surprisingly consistent in its culture and institutions since the PRC’s founding.

Shambaugh is the Gaston Sigur Professor of Asian Studies, Political Science & International Affairs, and Director of the China Policy Program in the Elliott School of International Affairs at George Washington University. In addition to his latest book, he is the author of “China & the World,” “China Goes Global: The Partial Power,” and “China’s Communist Party: Atrophy & Adaptation,” among others.

Because of Xi’s emphasis on his own primacy, and the resurrection of old titles not seen since Mao Zedong, comparisons between Xi and Mao are prevalent. But obviously the China of 2021 is a far cry from the China of the 1950s and ‘60s. Are comparisons between Mao and Xi useful?

Yes, I do think comparisons (by which I assume you mean similarities) between Mao and Xi are quite useful, in many dimensions.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

First, I should note that Xi himself is publicly quite positive about Mao and the Maoist era. Most analysts consider the Maoist era – certainly post-1956 – to have been an unmigrated disaster and Mao himself to have been a dictatorial tyrant of historical proportions; but not Xi Jinping. On several occasions Xi has spoken of the “first thirty years” of the PRC (the Mao era) as filled with accomplishments and that much should be credited to Mao. Xi has never once spoken critically (in public at least) of catastrophes such as the Great Leap Forward and resulting famine; the anti-rightist or other campaigns that persecuted and killed millions; the atrocities committed during land reform; or the Cultural Revolution itself. Nor has Xi ever denounced Mao for purging, persecuting, and incarcerating his father (Xi Zhongxun).

Five years ago, on the anniversary of the outset of the Cultural Revolution (which Mao launched), Xi said not a word about the movement – which could be interpreted as implicit support of it. More recently, in the run-up to the 100th anniversary of the CCP, authoritative official history books gloss over the Cultural Revolution, referring to it in depersonalized abstract terms, e.g. “When the Cultural Revolution broke out…” Mao’s absence in Xi’s revisionist narrative [of the Cultural Revolution] is notable, and it is at direct variance with the official judgment rendered in the 1982 Resolution on Certain Questions in Our Party’s History and what everyone knows from common sense and personal experience – that Mao was responsible for a ten-year catastrophe.

Second, and relatedly, Xi is an adamant and proud nationalist and he views Mao as having fathered the new republic and having prioritized the types of power that Xi also values – industrial, technological, and military power. Both had a vision of China as a legitimate great power in the world. Both fiercely defend China’s freedom of action and refused to make the pragmatic compromises in foreign policy that other Chinese leaders were willing to. Both are hyper-sensitive to perceived slights by others. Both were haunted by China’s previous weakness, but also enamored by its earlier greatness – and are thus deeply devoted to regaining China’s paramount place in the world.

Third, Mao and Xi are both dictators. Mao was a classic totalitarian and I describe Xi in the book as “neo-totalitarian.” Neither have any tolerance for dissent or disobedience at any level, and both rule with an iron hand. Both evince a kind of emotional autism, an inability to empathize or sympathize. Both were ruthless toward their peers in the leadership (Mao more than Xi). Both personalized decision-making power in their own hands and did not delegate authority to others. Both thought of themselves as philosopher-intellectuals and required everyone to study their “thought.”

Fourth, both actively have fostered sycophantic cults of personality. Both seek absolute loyalty, both are classic narcissists, and both are highly ideological and explicitly advocate Marxism. The one difference is that Xi is far more of a Leninist – in that he believes in a strong party as a ruling institution, whereas Mao had deep distrust of bureaucracy, institutions, and sought to destroy the party (during the Cultural Revolution).

These are just some of the main similarities that I see between Mao and Xi. There are others, which I spell out in the book. Although their respective periods of rule are four decades apart, and China has changed so much in the interim, it is really quite striking just how much these two leaders have in common.

To what extent are developments in China’s political system driven by specific individuals? For example, is the current trend toward party centralization and consolidation of control due to Xi’s own personality (and ambition), more structural/historical factors within the CCP, or a combination of both??

I have long been of the view that bureaucracies run China, not necessarily individual leaders. This has something to do with my own academic training at the University of Michigan under Professors Michel Oksenberg and Kenneth Lieberthal, both of whom emphasized the importance of bureaucratic institutions in Chinese politics. The works of several historians – Charles Hucker, Beatrice Bartlett, Philip Kuhn, among others – also adopted a bureaucratic approach and helped to shape my understanding of contemporary Chinese politics. After all, China invented bureaucracy. As Oksenberg told me over lunch on my first day at Michigan, “David, if you want to understand China you have to understand bureaucracy.”

This advice was a new perspective for me, as I had previously been immersed in the “inside the Beltway” Washington mode of analyzing Chinese politics during the late-1970s. This mode of analysis emphasized individual leaders, factions, and constantly looked for arcane clues of debates and splits over policy and political power. It was what was then called “Pekingology,” as derived from Soviet “Kremlinology.” But once I got to Michigan, my understanding of Chinese politics became much more institutional and less personalized. Then, once I studied and lived for several years in China during the 1980s, this bureaucratic perspective was only reinforced from discussions with many different Chinese: for them it was the bureaucratic “system” ?that mattered, not individual leaders in the Zhongnanhai.

This said, obviously leaders do matter in Chinese politics. In part this is due to it being an authoritarian Leninist system, in part due to China’s patriarchal political culture, and in part to its long history of emperors. In essence, however, leaders catalyze bureaucracies in China. In that sense they certainly possess their own agency. Then, on occasion, you get leaders like Mao, Deng Xiaoping, and Xi who have an outsized impact on the entire body politic. Yet, no matter how impactful these strongmen leaders, they come and go – while bureaucracies stay.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

I would observe, though, that foreign analysts of Chinese politics do not have a very good grasp or deep sense of how Chinese bureaucracies operate. This is true at the national level, and even more so at the provincial and municipal levels. We may have a slightly better understanding of CCP organs than government ministries, and formal structure than the actual policy process, but due to the opacity of the system there is so much about these bureaucracies that we do not understand with any real depth or specificity. This is partially by scholarly omission, but also very much by Chinese intention – interviewing, archival work, not to mention in situ research, is simply not allowed. Back in the 1980s, Oksenberg, Lieberthal, Lampton, Barnett, Solinger, and a few others were permitted limited access certain parts of the party-state bureaucracies – but no longer. I and a few other scholars were allowed to research the party during the 1990s, but no longer. This is just one example of the severely restricted research environment in China today.

Is the era of “collective leadership” that marked the tenures of Jiang Zemin and Hu Jintao gone for good? Or should we expect to see this style of more transactional (rather than transformative) leadership re-emerge in the post-Xi era?

Under Xi Jinping, Chinese politics is that of one-man dictatorship (enforced through party organs). Collective leadership in any genuine sense is gone. Xi makes all the final decisions, as best we can tell, and he dominates the institutional decision-making structure (Leading Small Groups in particular). This doesn’t mean that Politburo meetings are not convened and policies are not discussed – they are, but it is highly questionable how much real input other senior leaders have at this level. I suspect that Wang Huning and Li Zhanshu do have input and impact with respect to ideological and party affairs, Yang Jiechi with respect to foreign policy, Liu He on economic policy, but there is no indication that other Politburo members really matter much. This is a “co-opted” not collective style of leadership.

One unfortunate consequence of this modality of rule is that conflicting information does not reach the top, dissenting viewpoints are not aired, and alternative policy options are not duly deliberated – as this is all stifled by Xi’s sycophancy and dictatorial style. There is a built-in tendency to “please the boss,” which creates an “echo chamber” effect that discriminates against contrary evidence and policy positions. The echo chamber is then reinforced throughout society by the all-pervasive propaganda apparatus.

This modality is likely to last as long as Xi does. But, once he’s gone from the scene (and there is no indication of this for a significant period of time, barring health issues or a coup), my guess would be that the CCP would return to a more collective and consensual style of policy making, and that institutional feedback from below would be reactivated. After all, one of Xi’s many significant changes has been to undermine and roll back this collective/consensual style first initiated by Deng and followed for 30-plus years until Xi took control. There are a number of cadres in the system (and average citizens too) who are unhappy with his dictatorial style, removal of term limits, and personality cult.

On a related note, the rule of Hu Jintao – Xi’s immediate predecessor – has been referred to as the “lost years” since even before he was out of office. You dubbed Hu a “technocratic apparatchik” and note that he can’t be considered a transformational leader. How would you evaluate his legacy in the PRC’s overall history??

You are correct that when Hu and Premier Wen Jiabao stepped down together at the National People’s Congress in March 2013, an unofficial narrative emerged that their decade of rule had been “ten lost years.” Yet this description may in fact be unfair. Some important policy initiatives were launched, and some things were certainly accomplished on their watch – notably in social policy, party reform, and foreign policy – but the verdict of non-accomplishment remains the prevalent perception both inside and outside of China.

Above all, Hu’s tenure was marked by a distinct shift in policy emphasis away from the growth-at-all-costs economic calculus and bias towards coastal China associated with the Jiang Zemin era – and toward a new emphasis on the geographic prioritization of the inland provinces of China and on issues of social equality, social justice, improving basic living standards and social services, environmental protection, poverty alleviation, reducing burdens on farmers, public safety and anti-corruption, job retraining, and other “public goods.” This was, in essence, Hu Jintao’s agenda. It was a very commendable and progressive agenda, which was suitable to the time and stood in quite sharp contrast to Jiang Zemin’s emphases. While it was publicly popular and well-received during Hu’s first term, it simply faltered in its implementation during his second term.

Much of the critique of Hu and his time in power may superficially derive from his own stilted personality. Hu’s personal blandness was widely ridiculed inside and outside of China. Foreign caricatures frequently used the adjectives “wooden” and “stiff.” Hu was seemingly invisible to many people inside and outside of China, triggering the overused question “Who’s Hu?” He never seemed to evince any emotion, hardly ever smiled, never joked, and was rarely spontaneous. He appeared to be a programmed robot. Hu’s personality and leadership style were very much that of a disciplined party man – a technocratic apparatchik – schooled in the inner-party norms of depersonalized selflessness, collective rule, consensus seeking, rigid adherence to rules, and disciplined policy implementation. He was a self-effacing, low-profile leader who prized the collective.

Hu Jintao was a model Leninist cadre. But model cadres do not make for impactful transformational leaders. Hu was a perfect product of the institutional political system in which he was trained.

Hu’s rule was more notable for “muddling through” a series of complex challenges rather than having a transformative impact on the country. He didn’t change things. As just noted, his social policy initiatives fizzled out. Yet, his tenure was noteworthy for its stability, predictability, and incremental improvements in domestic and foreign policy. To be sure, these are not bad things – indeed they are highly desirable for most countries and particularly in China where they are considered sacrosanct. Hu Jintao could credibly claim at the end of his decade in power that he had maintained social and political stability, overseen considerable economic growth, paid attention to the less fortunate sectors of society, protected national security and continued military modernization, enhanced China’s position, and enhanced its reputation in the world. These accomplishments should certainly count as success! Hu kept China’s development train on the tracks, the CCP in power, the country out of a war, and enhanced the nation’s standing in the world – all important metrics by Chinese standards.

So, his tenure should perhaps not be undersold – even if it was understated. Perhaps with more retrospect and passage of time, Hu Jintao’s historical reputation will be burnished for the better. Perhaps over time Hu’s reign will get better marks and be more highly regarded (as Jiang Zemin’s has been).

With your review of the PRC’s five major leaders, each of whom had his own unique style and goals, you highlight the “discontinuity” in China’s political system, despite over 70 years of one-party rule. Is that discontinuity a positive or negative for the CCP as a whole? We might argue this flexibility allowed the CCP to survive 100 years, but what are the costs of this disjointedness over the long term?

Actually, in the book I argue that there has been considerable continuity in the political system but surprising discontinuity among the leadership styles of those I studied. Another way of putting it is that the system has proven more important than the leaders. In the first chapter I detail the systemic continuities, political culture, institutions, and normative imperatives that have endured over time and in which all Chinese leaders must operate. Despite all of the upheavals and tumultuous events of the past seven decades (which includes the very different leadership styles of Mao, Deng, Jiang, Hu, and Xi), I conclude that the system has been impressively durable and resilient. It is the institutionalized Leninist system – derived from the Soviet Union – that has kept the Party in power. But the CCP’s durability has also been due to its flexibility, adaptability, and pragmatism since 1978 (and during 1962-1965). This is captured in the phrase “socialism with Chinese characteristics” or what can be called Sinicized Leninism.

Yet, systems are not static. They must evolve too. Without renewal and in-built rejuvenating mechanisms, all political systems become sclerotic after a while, they experience progressive atrophy, and could collapse, be overthrown, or simply stagnate. The Chinese and the CCP get this – and it was particularly the overthrows of communist regimes across Eastern Europe and the Soviet Union that drove home this point to them. They have assiduously studied the processes of decline in those systems and have sought to adapt their system accordingly, in order to stave off a similar meltdown. But, as I describe in this book (and previous book “China’s Communist Party: Atrophy & Adaptation”) there have been two contending interpretations and factions in the CCP that do not agree on the appropriate lessons to be drawn and implemented.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

In brief, one argues for “managed opening and liberalization” of the system, while the other argues for holistic controls to prevent any dissent, liberalization, or emergence of genuine civil society. The first believes that the best – indeed the only – way to stay in power is to open the system, the society, the economy – but in an incremental and managed way. The other faction argues that any opening is a slippery slope that cannot be managed and will inexorably cascade out of control – hence comprehensive control is the only practical answer to sustaining CCP rule. This is a somewhat oversimplified description, which is described in much greater detail and depth in the book, but it helps to explain some of the discontinuities we have witnessed in Chinese politics over the past four decades. Scholars refer to this as the repetitive “fang-shou cycle” (opening and closing cycle).

Xi Jinping is the representative par excellence of the second faction. That is why we have seen a sweeping return to pervasive controls throughout China under his rule. Xi is a control freak. His actions may have successfully dealt with the many aspects of “atrophy” that were apparent when he took over, and this has indeed brought about short-term stability and a strengthening of the party in the short-term. Yet, and this is relevant to your original question, I would argue that his repressive actions to reassert comprehensive controls over society and the party-state will, in fact, weaken the CCP in the long-term.

Through implementing excessive controls, combined with his own dictatorial style, Xi is actually increasing the rigidity and hence sclerosis in the system. The party is now being run like a military organization – a top-down institution where orders are given and to be followed. There is little, if any, genuine bottom-up or horizontal feedback and participation, much less autonomy, in the political system. The party has become robotic and responsive only to the supreme leader. In this sense, Xi has failed to grasp one of the key elements that contributed to the atrophy of the Soviet system and its downfall: ruling parties need to have “life” with them. Deng, Jiang, and Hu all understood this – and they all undertook “managed liberalization” of the system. Not Xi. The irony may be that his efforts to strengthen party control may have worked in the short term, but may well make it more vulnerable in the medium-to-long term.